Search This Blog

9.10.2026

จากความฝันสู่ประวัติศาสตร์: ตามรอย August Graf zu Eulenburg นายทหารปรัสเซียผู้เคยเดินทางมาถึงสยามในช่วงรัชกาลที่ 4


เมื่อเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2026 ผมฝันว่าได้พบกับชายคนหนึ่ง


เขาแต่งกายด้วยเครื่องแบบที่ดูคล้ายเครื่องแบบทหารเยอรมันหรือปรัสเซียในสมัยโบราณ ผมมองเห็นรูปร่างและเครื่องแต่งกายของเขา แต่กลับมองไม่เห็นใบหน้าชัดเจน


ผมจึงถามเขาว่า


“ท่านเป็นใคร?”


แต่เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้น


สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจยิ่งกว่าคือ ชายคนนั้นกลับพูดภาษาไทยกับผมได้ ผมจึงถามต่อไปว่า


“ทำไมท่านถึงพูดภาษาไทยได้?”


เขาตอบผมเพียงสั้น ๆ ว่า


“ข้าเคยไปสยาม ญี่ปุ่น และจีน”


จากนั้นผมก็ตื่นขึ้น


ผมนอนคิดอยู่พักหนึ่งว่าความฝันนั้นกำลังจะบอกอะไรแก่ผมหรือไม่


แน่นอน ผมไม่ได้คิดว่าความฝันจะต้องเป็นลางบอกเหตุ หรือว่าชายคนนั้นจะต้องเป็นบุคคลใดบุคคลหนึ่งในประวัติศาสตร์ บางทีมันอาจเป็นเพียงความฝันธรรมดาที่เกิดขึ้นแล้วผ่านไป


แต่มีประโยคหนึ่งที่ติดอยู่ในความคิดของผมอย่างประหลาด


“เคยไปสยาม ญี่ปุ่น และจีน”


ผมจึงเริ่มสงสัยขึ้นมาว่า ในประวัติศาสตร์เคยมีชาวเยอรมันหรือชาวปรัสเซียคนใดเดินทางไปยังทั้งสามประเทศนี้ในภารกิจเดียวกันหรือไม่


และจากคำถามเล็ก ๆ เพียงคำถามเดียว ผมก็เริ่มค้นคว้า


คณะราชทูตปรัสเซียที่เดินทางไปญี่ปุ่น จีน และสยาม


ไม่นานนัก ผมก็พบชื่อของ Friedrich Albrecht Graf zu Eulenburg (1815–1881) รัฐบุรุษและนักการทูตแห่งราชอาณาจักรปรัสเซีย


เขาได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะ Preußische Ostasien-Expedition หรือคณะปรัสเซียสู่เอเชียตะวันออก ซึ่งเดินทางระหว่าง ค.ศ. 1859–1862


ภารกิจของคณะครั้งนั้นไม่ได้เป็นเพียงการเดินทางสำรวจ แต่มีวัตถุประสงค์สำคัญด้านการทูตและการค้า โดยรัฐบาลปรัสเซียต้องการสร้างความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับประเทศสำคัญในเอเชีย


จุดหมายหลักของคณะคือ


ญี่ปุ่น — จีน — และสยาม


Friedrich zu Eulenburg ได้รับฐานะทางการทูตเป็น Außerordentlicher Gesandter und Bevollmächtigter Minister หรือประมาณว่า “ราชทูตวิสามัญและรัฐมนตรีผู้มีอำนาจเต็ม” ซึ่งหมายความว่าเขามีอำนาจจากรัฐบาลปรัสเซียในการเจรจาและลงนามสนธิสัญญา


ผลของภารกิจครั้งนั้นคือการทำสนธิสัญญากับ


ญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1861


จีน เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1861


และสยาม เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1862


ผมหยุดอ่านอยู่ตรงนี้พักหนึ่ง


เพราะชื่อของประเทศทั้งสามตรงกับคำพูดที่ผมได้ยินในความฝันอย่างพอดี


สยาม ญี่ปุ่น และจีน


ผมจึงเริ่มค้นเรื่องของคณะนี้ต่อไป


สยามในรัชกาลที่ 4 กับคณะ Eulenburg


เมื่อคณะของ Friedrich zu Eulenburg เดินทางมาถึงสยาม บ้านเมืองอยู่ในรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4


นี่เป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่งของประวัติศาสตร์เอเชีย


จักรวรรดินิยมตะวันตกกำลังขยายตัว อังกฤษมีอำนาจมากขึ้นในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฝรั่งเศสก็เริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจังในอินโดจีน ขณะที่จีนและญี่ปุ่นต่างต้องเผชิญแรงกดดันจากมหาอำนาจตะวันตกในรูปแบบต่าง ๆ


สยามเองจึงต้องดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างระมัดระวัง


การเปิดความสัมพันธ์กับปรัสเซียและรัฐเยอรมันจึงไม่ใช่เพียงเรื่องการค้า แต่ยังสามารถมองได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับมหาอำนาจหลายฝ่าย เพื่อไม่ให้สยามต้องพึ่งพาหรืออยู่ภายใต้อิทธิพลของประเทศใดประเทศหนึ่งมากจนเกินไป


คณะ Eulenburg ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และหลังจากการเจรจาหลายสัปดาห์ ก็สามารถบรรลุ สนธิสัญญาไมตรี การค้า และการเดินเรือ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1862


สนธิสัญญาฉบับนี้ปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในเอกสารวางรากฐานของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับเยอรมนี


แม้ในเวลานั้นจะยังไม่มี “ประเทศเยอรมนี” ในความหมายปัจจุบัน เพราะจักรวรรดิเยอรมันจะก่อตั้งขึ้นในปี 1871 ก็ตาม


เมื่ออ่านถึงตรงนี้ ผมก็คิดขึ้นมาด้วยความเชื่อส่วนบุคคลของตัวเองว่า


“หรือท่านอยากให้ผมไปพบเสียละมั้งครับ”


ผมจึงเริ่มค้นต่อว่า Friedrich Albrecht Graf zu Eulenburg ถูกฝังอยู่ที่ไหน


ตามหาหลุมของท่านราชทูต


ข้อมูลชีวประวัติระบุว่า Friedrich เสียชีวิตในปี ค.ศ. 1881 และถูกฝังที่ Liebenberg ทางเหนือของกรุงเบอร์ลิน


Liebenberg เป็นสถานที่ซึ่งมีความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งกับตระกูล Eulenburg และต่อมาเป็นที่รู้จักจาก Schloss Liebenberg และประวัติของสมาชิกตระกูลหลายรุ่น


จากกรุงเบอร์ลิน หากเดินทางด้วยรถยนต์ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง


ผมจึงตั้งใจไว้ว่า ก่อนที่ผมจะเดินทางกลับประเทศไทย ผมอยากหาโอกาสไปที่ Liebenberg เพื่อแสดงความเคารพต่อ Friedrich zu Eulenburg ผู้ซึ่งเมื่อกว่า 160 ปีก่อนได้เดินทางมายังสยาม เข้าเฝ้ารัชกาลที่ 4 และลงนามในสนธิสัญญาที่ต่อมากลายเป็นส่วนหนึ่งของรากฐานความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเยอรมนี


อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงตำแหน่งหลุมจริงในพื้นที่ของตระกูลที่ Liebenberg ดูจะไม่ง่ายเหมือนสุสานสาธารณะทั่วไป และผมยังต้องตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมว่าพื้นที่ส่วนใดเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าได้หรือจำเป็นต้องขออนุญาตก่อน


แต่ระหว่างค้นเรื่อง Friedrich ผมกลับพบชื่ออีกชื่อหนึ่ง


ชื่อที่ทำให้ผมสนใจมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม


August Graf zu Eulenburg


August Graf zu Eulenburg — นายทหารหนุ่มในคณะราชทูต


August Graf zu Eulenburg (1838–1921) เป็นหลานของ Friedrich Albrecht zu Eulenburg และเป็นสมาชิกของตระกูลขุนนางปรัสเซียที่มีบุคคลสำคัญอยู่ทั้งในกองทัพ การเมือง และราชสำนัก


สิ่งที่ทำให้ผมสนใจ August เป็นพิเศษคือ เขาไม่ได้เป็นเพียงสมาชิกของคณะเดินทาง


เขาเป็น นายทหารปรัสเซีย


ในช่วงที่ร่วมคณะไปเอเชีย เขารับราชการอยู่ใน 1. Garde-Regiment zu Fuß ซึ่งเป็นหนึ่งในกรมทหารรักษาพระองค์ของปรัสเซีย


แต่ในคณะ Eulenburg Expedition เขาได้รับหน้าที่ในฐานะ


Gesandtschafts-Attaché


หรือ Attaché ประจำคณะราชทูต


นั่นทำให้สถานะของ August น่าสนใจมาก


เพราะในบุคคลคนเดียวกัน เขาเป็นทั้ง


นายทหารประจำการของปรัสเซีย


และ


เจ้าหน้าที่ในคณะทางการทูต


ผมจึงย้อนกลับไปคิดถึงชายในความฝันอีกครั้ง


ชายในเครื่องแบบทหารโบราณ


ชายที่พูดภาษาไทย


และบอกว่าเขาเคยไป


สยาม ญี่ปุ่น และจีน


แน่นอน ผมไม่สามารถบอกได้ว่าชายในความฝันคือ August


และผมก็ไม่ต้องการนำความฝันมาใช้เป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์


แต่ในฐานะประสบการณ์ส่วนบุคคล ผมยอมรับว่ามันเป็นแรงผลักเล็ก ๆ ที่ทำให้ผมอยากรู้จักคนคนนี้มากขึ้น


Botho — พี่ชายของ August


ระหว่างค้นประวัติของตระกูล Eulenburg ผมยังพบชื่อ Botho Wendt August Graf zu Eulenburg (1831–1912) พี่ชายของ August


Botho ไม่ได้ร่วมเดินทางไปญี่ปุ่น จีน และสยามกับคณะ Ostasien-Expedition


เส้นทางชีวิตของเขาไปในทางการเมืองและการบริหารของรัฐปรัสเซีย และต่อมาเขาก้าวขึ้นถึงตำแหน่ง Ministerpräsident แห่งปรัสเซีย หรือเทียบได้กับนายกรัฐมนตรีปรัสเซีย


แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องราวของผมดำเนินต่อไปก็คือ


ผมพบว่า ทั้ง August และ Botho ถูกฝังอยู่ในกรุงเบอร์ลินนี่เอง


ที่ Friedhof Dreifaltigkeit I ในกลุ่มสุสานประวัติศาสตร์ Friedhöfe vor dem Halleschen Tor


ทันทีที่รู้ ผมก็คิดว่า


ในเมื่อผมยังไม่รู้ว่าจะเข้าไปถึงหลุมของ Friedrich ที่ Liebenberg ได้หรือไม่


อย่างน้อยผมน่าจะไปพบ August ก่อน


8 กันยายน 2026 — ออกเดินทางตามหา August


วันที่ 8 กันยายน 2026 เวลาประมาณ 15.30 น. ผมจึงออกเดินทาง


จากสถานี U9 Schloßstraße ผมนั่งรถไฟไปเปลี่ยนสายที่ Berliner Straße แล้วต่อ U7 ไปลงที่สถานี Mehringdamm


ใช้เวลาเดินทางประมาณ 34 นาที


จากสถานีเดินต่ออีกไม่นานก็ถึงบริเวณกลุ่มสุสานเก่า Friedhöfe vor dem Halleschen Tor


พื้นที่แห่งนี้มีสุสานหลายแห่งอยู่ติดกัน ทั้ง Jerusalem und Neue Kirche, Dreifaltigkeit, Bethlehem และ Böhmischer Gottesacker ทำให้เมื่อเข้าไปครั้งแรก ผมรู้สึกว่ามันใหญ่และซับซ้อนกว่าที่คิด


ผมรีบเดินไปที่ป้ายแผนผังสุสาน


ถ่ายรูป


เปิดโทรศัพท์


แล้วใช้ ChatGPT ช่วยอ่านข้อความและตามหาตำแหน่งของ Eulenburg


แต่ป้ายรายชื่อบุคคลสำคัญที่ผมเห็นในตอนแรกกลับไม่มีชื่อ August


ผมจึงเริ่มเดินหาเอง


หนึ่งรอบ


แล้วก็อีกรอบ


เดินไปตามทางเล็ก ทางใหญ่ ผ่านต้นไม้ ผ่านหลุมศพเก่า และกำแพงที่แบ่งสุสานแต่ละส่วนออกจากกัน


ผมเดินวนอยู่ถึงสองรอบใหญ่


ก็ยังไม่พบ


สุสานในเยอรมนีไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ของความตาย


ระหว่างที่เดินอยู่ในสุสานนั้น ผมเริ่มคิดถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง


สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย “สุสาน” อาจเป็นพื้นที่ที่เราจะเข้าไปก็ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็น เช่น งานศพ การไปเคารพบรรพบุรุษ หรือประกอบพิธีกรรมบางอย่าง


แต่ในเยอรมนีมีแนวคิดที่เรียกว่า


Friedhofskultur


หรืออาจแปลได้ว่า “วัฒนธรรมสุสาน”


สุสานในวัฒนธรรมเยอรมันไม่ได้มีความหมายเพียงสถานที่ฝังศพ แต่ยังเป็นพื้นที่ของ ความทรงจำ ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ ศิลปะ และการใคร่ครวญ


สุสานเก่าหลายแห่งจึงมีต้นไม้ใหญ่ ทางเดิน ม้านั่ง ประติมากรรม และหลุมของบุคคลสำคัญ ผู้คนสามารถเข้าไปเดินอย่างสงบ อ่านหนังสือ นั่งพัก อ่านชื่อบนศิลาจารึก หรือศึกษาประวัติของผู้ที่เคยมีชีวิตอยู่ที่นั่นได้


แน่นอน ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ความเคารพต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัวของเขา


เมื่อเข้าใจเช่นนี้ ผมจึงเริ่มมองการเดินในสุสานวันนั้นแตกต่างออกไป


มันไม่ใช่เพียงการ “ตามหาหลุมศพ”


แต่เหมือนการเดินเข้าไปในพื้นที่ที่ประวัติศาสตร์ยังคงปรากฏอยู่ตรงหน้า


สุสานในฐานะพื้นที่ของ Collective Memory


เมื่อเดินอยู่ท่ามกลางหลุมศพเก่าเหล่านั้น ผมเริ่มนึกถึงแนวคิดหนึ่งที่ผมสนใจจากมุมของสันติศึกษา คือ


Collective Memory — “ความทรงจำร่วม”


Collective Memory ไม่ได้หมายถึงเพียงความทรงจำของคนคนหนึ่ง แต่หมายถึงเรื่องราว เหตุการณ์ บุคคล และประสบการณ์ในอดีตที่สังคมเลือกจะจดจำ ถ่ายทอด และตีความร่วมกันจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง


ความทรงจำเหล่านั้นอาจถูกเก็บไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์


ในพิพิธภัณฑ์


ในอนุสาวรีย์


ในชื่อถนน


ในเอกสารเก่า


ในพิธีรำลึก


หรือแม้แต่ในสุสาน


เมื่อมองเช่นนี้ ผมเริ่มรู้สึกว่าสุสานเก่าในเบอร์ลินไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ที่เก็บร่างของผู้คนในอดีต


แต่เป็นเสมือน คลังความทรงจำของสังคม


ชื่อบนศิลาจารึกแต่ละแผ่นไม่ได้บอกเราเพียงว่าใครเกิดและเสียชีวิตเมื่อใด


แต่หากเราหยุดอ่านและค้นต่อไป ชื่อเหล่านั้นอาจนำเราไปสู่เรื่องราวของสงคราม การเมือง การทูต วิทยาศาสตร์ ดนตรี ธุรกิจ หรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสังคม


คนที่เคยมีชีวิต มีตำแหน่ง มีอำนาจ มีความรัก มีความฝัน หรือเคยเดินทางไปยังดินแดนอันห่างไกล


วันหนึ่งก็เหลือเพียงชื่ออยู่บนหิน


แต่เรื่องราวของพวกเขาสามารถกลับมามีความหมายอีกครั้งได้ เมื่อมีใครสักคนหยุดเดิน อ่านชื่อ และถามว่า


“คนคนนี้คือใคร?”


ในมุมของสันติศึกษา ความทรงจำร่วมมีความสำคัญอย่างมาก เพราะสังคมไม่ควรจดจำอดีตเพียงเพื่อยกย่องชัยชนะหรือวีรบุรุษของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเท่านั้น


แต่ควรใช้ความทรงจำเพื่อ ทำความเข้าใจอดีต เรียนรู้จากความขัดแย้ง และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่แตกต่างกัน


การระลึกถึงอดีตจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการยึดติดกับอดีต


ในทางกลับกัน มันอาจเป็นวิธีหนึ่งในการช่วยให้เราเข้าใจปัจจุบันได้ดีขึ้น


สำหรับผม การตามหา August ในวันนั้นจึงเริ่มมีความหมายมากกว่าการไปเยี่ยมหลุมศพของนายทหารปรัสเซียคนหนึ่ง


มันค่อย ๆ กลายเป็นการเชื่อม


ความทรงจำของปรัสเซียในศตวรรษที่ 19


เข้ากับ


ความทรงจำของสยามในรัชกาลที่ 4


และต่อเนื่องมาถึง


ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับเยอรมนีในปัจจุบัน


บุคคลเหล่านั้นจากโลกนี้ไปนานแล้ว


แต่ความสัมพันธ์ที่พวกเขาเคยช่วยเปิดประตูไว้ยังคงเดินทางต่อข้ามเวลา


และบางที นี่อาจเป็นคุณค่าหนึ่งของ Collective Memory


ไม่ใช่เพียงการถามว่า


“อะไรเคยเกิดขึ้น?”


แต่เป็นการถามต่อว่า


“สิ่งที่เคยเกิดขึ้นนั้น มีความหมายอะไรกับพวกเราในวันนี้?”


ระหว่างทาง ผมกลับไปเจอ Siemens เสียก่อน


ผมเดินต่อไป


แต่ก็ยังไม่พบ August


ระหว่างทางกลับไปพบสุสานครอบครัว Siemens เข้าโดยบังเอิญ


ตอนแรกผมเข้าใจว่าได้พบหลุมของ Werner von Siemens ผู้ก่อตั้งบริษัท Siemens


แต่เมื่อตรวจข้อมูลภายหลัง จึงพบว่าหลุมที่เห็นนั้นคือ Carl Heinrich von Siemens (1829–1906) น้องชายของ Werner ซึ่งมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการขยายกิจการ Siemens ไปยังรัสเซียและตลาดต่างประเทศ


ส่วน Werner von Siemens ผู้ก่อตั้งบริษัทนั้นเป็นอีกคนหนึ่ง คือ Werner von Siemens (1816–1892)


ความคลาดเคลื่อนเล็ก ๆ นี้ทำให้ผมยิ่งรู้สึกว่า การเดินในสุสานเหมือนการเปิดหนังสือประวัติศาสตร์


เพียงแต่ว่าหนังสือเล่มนี้ไม่มีหน้ากระดาษ


แต่มีต้นไม้ ทางเดิน และศิลาจารึก


และแล้วผมก็พบชื่อ Eulenburg


หลังจากเดินอยู่นาน ผมลองเดินต่อไปจนถึงอีกด้านหนึ่งของพื้นที่ และพบทางผ่านเข้าไปยังส่วนของ Dreifaltigkeit I


ที่นั่นมีป้ายข้อมูลอีกชุดหนึ่ง


คราวนี้ชื่อที่ผมตามหาปรากฏอยู่จริง


August Graf zu Eulenburg


และ


Botho Graf zu Eulenburg


ในป้ายภาษาอังกฤษของสุสานยังระบุไว้ชัดเจนว่า


“Of historic interest are the graves of Botho and August, Counts of Eulenburg.”


หรือ


“หลุมของ Botho และ August เคานต์แห่ง Eulenburg เป็นหลุมที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์”


ผมเดินตามแผนผังไป


และไม่นานก็พบหลุมของคนที่ผมตามหามาตลอดบ่ายนั้น


August Graf zu Eulenburg


บนแผ่นหินเก่ามีข้อความว่า


August

Graf zu Eulenburg

Minister des Kgl. Hauses

22. October 1838

18. Juni 1921


แผ่นหินผ่านกาลเวลามากว่าร้อยปี


มีคราบ มีร่องรอยของอายุ แต่ตัวอักษรยังสามารถอ่านได้


ผมยืนมองอยู่ตรงนั้นพักหนึ่ง


คนคนหนึ่งซึ่งเมื่อกว่า 160 ปีก่อนเคยเดินทางออกจากยุโรป


เคยเห็นญี่ปุ่น


เคยเห็นจีน


และเคยเห็นสยามในรัชกาลที่ 4 ด้วยตาของตนเอง


วันนี้นอนสงบอยู่ตรงหน้าผมในกรุงเบอร์ลิน


นายทหารปรัสเซียและ Attaché


สิ่งที่ทำให้ August น่าสนใจสำหรับผมที่สุด คือการที่เขาอยู่ตรงรอยต่อระหว่าง โลกของทหารกับโลกของการทูต


เขาเป็นนายทหาร


แต่เดินทางไปเอเชียในฐานะ Gesandtschafts-Attaché


หากใช้ศัพท์ทางประวัติศาสตร์อย่างเคร่งครัด ผมคิดว่าเราไม่ควรเรียกเขาย้อนหลังว่า Militärattaché หรือ “ผู้ช่วยทูตทหาร” เพราะเอกสารร่วมสมัยไม่ได้ใช้ตำแหน่งนั้นกับเขา


และผมยังไม่พบหลักฐานที่เพียงพอที่จะบอกว่า August ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ด้านข่าวกรองหรือวางแผนกำลังทหารของสยาม ญี่ปุ่น และจีนโดยเฉพาะ


สิ่งที่เรากล่าวได้อย่างมั่นคงกว่าคือ


August Graf zu Eulenburg เป็นหนึ่งในนายทหารปรัสเซียยุคแรก ๆ ที่เดินทางมายังสยามในฐานะสมาชิกอย่างเป็นทางการของคณะทางการทูต


เพียงข้อเท็จจริงนี้ก็ทำให้เขามีความน่าสนใจอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์สยาม–ปรัสเซีย


เพราะกว่า 160 ปีก่อน ระบบผู้ช่วยทูตทหารในรูปแบบปัจจุบันจะพัฒนาขึ้นเต็มที่ นายทหารปรัสเซียหนุ่มคนหนึ่งก็ได้เดินทางข้ามโลก และทำหน้าที่อยู่ในคณะราชทูตที่มีส่วนสำคัญต่อการสร้างความสัมพันธ์กับสยามแล้ว


ผมไม่ได้เตรียมดอกไม้ไปให้ท่าน


ผมยกมือไหว้และแสดงความเคารพต่อท่าน


ในใจผมนึกขอบคุณชายชาวปรัสเซียคนหนึ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเดินทางมาถึงประเทศของเราในยุคที่การเดินทางจากยุโรปมายังเอเชียยังยาวนานและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน


ครั้งนี้ผมไม่ได้เตรียมดอกไม้ไปให้ท่าน


ผมจึงบอกกับท่านในใจว่า


“ผมจะกลับมาอีกครั้งครับ และครั้งหน้าจะนำดอกไม้มาให้”


ผมอยากกลับมาเยี่ยมท่านอีก


และอยากค้นคว้าต่อว่า ในช่วงที่ August อยู่ในสยาม เขาได้พบเห็นอะไรบ้าง


เขาได้เข้าเฝ้ารัชกาลที่ 4 พร้อมคณะหรือไม่


เขามีบทบาทใดในพิธีการและการเจรจา


และในฐานะนายทหารหนุ่มชาวปรัสเซีย เขามองสยามในคริสต์ศตวรรษที่ 19 อย่างไร


จะเคยมีคนไทยมาหาท่านที่นี่สักกี่คน?


ก่อนเดินออกจากบริเวณนั้น ผมอดถามตัวเองไม่ได้ว่า


ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งร้อยปีที่ August นอนอยู่ที่นี่ จะเคยมีคนไทยสักกี่คนเดินมาหยุดอยู่หน้าหลุมของเขา?


จะเคยมีใครจากประเทศที่ในสมัยของเขาเรียกว่า “Siam” มาบอกเขาหรือไม่ว่า


ความสัมพันธ์ที่คณะของเขามีส่วนช่วยวางรากฐานไว้นั้น


ยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน


วันที่ 7 กุมภาพันธ์ 1862 มีการลงนามสนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝ่ายรัฐเยอรมัน


เวลาผ่านมากว่า 160 ปี


วันนี้ประเทศไทยกับเยอรมนียังคงมีความสัมพันธ์ระหว่างกันในหลายมิติ


ทั้งการทูต


เศรษฐกิจ


วิทยาศาสตร์


การศึกษา


วัฒนธรรม


และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชน


เมื่อมองจากมุมของ Collective Memory การมาหยุดอยู่หน้าหลุมของ August ในวันนั้น สำหรับผมจึงเหมือนการทำให้ความทรงจำส่วนเล็ก ๆ ที่เชื่อมระหว่างสยามกับปรัสเซียกลับมามีชีวิตอีกครั้ง


อย่างน้อยก็ในความรับรู้ของคนไทยคนหนึ่ง


และหาก Collective Memory คือการส่งต่อความหมายของอดีตจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง


การเขียนเรื่องนี้ไว้ก็คงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ผมจะช่วยส่งต่อความทรงจำนั้น


ไม่ให้ชื่อของผู้ที่เคยเดินทางมาสยามเมื่อกว่า 160 ปีก่อนเลือนหายไปพร้อมกับกาลเวลา


ความฝันของผมยังไม่จบ


ความฝันในเช้าวันที่ 6 กันยายนดูเหมือนจะยังไม่จบลงเพียงเท่านี้


ผมยังตั้งใจว่า ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย จะพยายามไปยัง Liebenberg


เพื่อแสดงความเคารพต่อ Friedrich Albrecht Graf zu Eulenburg


หัวหน้าคณะราชทูตผู้เดินทางมาสยาม


เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว


และลงนามในสนธิสัญญาที่กลายเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับปรัสเซีย


ผมไม่รู้ว่าชายในความฝันคือใคร


ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความฝันนั้นต้องการบอกอะไรแก่ผมหรือไม่


บางทีอาจเป็นเพียงความฝันธรรมดา


แต่สำหรับผม สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเป็นเรื่องจริง


ความฝันครั้งหนึ่งทำให้ผมเริ่มอ่าน


เริ่มค้นเอกสาร


เริ่มตั้งคำถาม


เดินทางข้ามกรุงเบอร์ลิน


และท้ายที่สุดก็มายืนอยู่หน้าหลุมของนายทหารปรัสเซียคนหนึ่ง


ชายผู้เคยเดินทางไปยัง


ญี่ปุ่น


จีน


และ


สยาม


ก่อนเดินออกจากสุสาน ผมจึงกล่าวกับท่านในใจว่า


ขอขอบคุณท่านและคณะ ที่ได้มีส่วนเปิดประตูแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับปรัสเซีย ซึ่งสืบเนื่องมาเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับเยอรมนีในปัจจุบัน


และด้วยความเชื่อส่วนบุคคลของผม


ขอให้ท่านช่วยคุ้มครองและส่งพลังแห่งมิตรไมตรี ให้ประเทศไทยและเยอรมนีได้ช่วยเหลือ เกื้อกูล และเป็นมิตรที่ดีต่อกันตราบนานเท่านานครับ

No comments:

Post a Comment