Search This Blog

4.21.2026

ขนมปังเยอรมันแบบต่าง ๆ ในร้าน Edeka : วัฒนธรรมการกินขนมปังของคนเยอรมัน

สวัสดียามเช้าครับ วันนี้ผมก็กำลังเดินเล่นพร้อมกับสุนัขตัวโปรดเหมือนเดิมในวันนี้ แล้วก็ท้องฟ้าวันนี้มีแดดค่อนข้างอบอุ่น แต่ยังไงอุณหภูมิก็ยังอยู่ประมาณ 6-8 องศาเซลเซียสอยู่ดี ในข่าวในเยอรมันบอกว่าอากาศค่อนข้างแปรปรวน ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ อากาศควรจะอบอุ่นมากกว่านี้ แต่ทำไมยังหนาวอยู่ แน่นอนทุกครั้งก็จะต้องบอกว่าเนื่องจากผลกระทบของ Climate Change หรือผลกระทบจากโลกร้อนนั่นเองนะครับ

ต่อมาผมอยากจะเล่าให้ฟังว่า เมื่อวันเสาร์ไปที่ Edeka เพื่อซื้อขนมปังและของอื่นๆ เข้าบ้าน แน่นอนครับขนมปังในเยอรมันถือว่าเป็นอาหารหลักที่ชาวเยอรมันรับประทาน ไม่ว่าจะเป็นอาหารเช้า อาหารเที่ยง และก็อาหารเย็น ขนมปังมีมากมายหลายชนิดมาก ผมก็แยกไม่ออกเหมือนกันแม้จะอยู่ที่นี่มาหลายปีแล้ว อีกทั้งชื่อในภาษาเยอรมันก็ยากที่จะจำได้ง่ายทีเดียว ผมได้แต่ถ่ายรูปแล้วก็นำรูปภาพมาหาข้อมูลเพิ่มเติมทางอินเตอร์เน็ต ในช่วงแรกของการมาอยู่ที่เยอรมันนั้นยังไม่ได้มี AI ในการช่วยหาข้อมูล เราจะต้องนำภาพแล้วก็เสิร์ชใน Image ของ Google เพื่อที่จะหาข้อมูลเป็นเว็บไซต์ต่างๆ แล้วเข้าไปอ่าน จากนั้นเว็บไซต์ที่ค้นพบส่วนใหญ่ก็จะเป็นภาษาเยอรมันครับ เราก็จะต้อง Copy ข้อความภาษาเยอรมันนั้นไปวางใน Google Translate เพื่อจะให้แปลจากภาษาเยอรมันเป็นภาษาไทย ใช่ครับผมก็ไม่ได้เก่งภาษาเยอรมันขนาดนั้น พูดภาษาเยอรมันและอ่านภาษาเยอรมันได้เพียงขั้นพื้นฐานประมาณ A1 เท่านั้นเอง สามารถใช้ชีวิตรอดได้ไปวันๆ ในเยอรมัน แต่อย่างไรก็ตามผมก็ใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลักเพื่อหาข้อมูลและติดต่อสื่อสารในการทำงานและพูดคุยกับเพื่อนๆ ชาวเยอรมันต่อไป

 

ผมจะบอกว่าขนมปังชนิดต่างๆ ผมลองถ่ายรูปและนำข้อมูลมาอธิบายชื่อ ที่ไปที่มา และวิธีการรับประทานต่างๆ ดังที่ผมจะนำรูปมาลงให้เป็นข้อมูลเก็บไว้ แน่นอนข้อมูลเหล่านี้มันก็จะเป็นประโยชน์กับผมเสียส่วนใหญ่ เพราะผมได้เรียนรู้อะไรมากขึ้นเกี่ยวกับขนมปังชนิดต่างๆ แม้ว่าทุกอย่างจะดูเป็นขนมปัง แต่ในแง่ของหลักการทางอาหารแล้วมันมีชนิดต่างกัน รับประทานพร้อมกับอาหารหรือเครื่องเคียงต่างๆ แตกต่างกันตามวัฒนธรรมการกินของชาวเยอรมัน คงไม่เหมือนกับคนไทยที่เรามองว่าขนมปังคือขนมชนิดหนึ่ง แต่ในวัฒนธรรมเยอรมันแล้ว ขนมปังมันก็เหมือนกับอาหารจานหลักในวัฒนธรรมไทยอย่างข้าวที่เรารับประทานพร้อมกับกับข้าวทุกครั้งไป


ลองดูภาพและรายละเอียด ตามลำดับนะครับ

 

ขนมปังรูปที่ 1 


1. ชื่อและความหมาย

  • ชื่อ: Würstchendog (วืส-เชน-ด็อก)
  • ความหมาย: มาจากการผสมคำในภาษาเยอรมัน "Würstchen" (ไส้กรอกชิ้นเล็ก) + "Dog" (จาก Hot Dog) หมายถึง "ไส้กรอกที่ห่อด้วยแป้งขนมปัง" เป็นเมนูยอดนิยมในเบเกอรี่และซูเปอร์มาร์เก็ตทั่วยุโรป โดยเฉพาะในเยอรมนี

2. ลักษณะและรสชาติ

  • ลักษณะ: เป็นแป้งพัฟเพสตรี้ (Plunderteig) สีเหลืองทอง ผิวชั้นนอกกรอบเป็นเลเยอร์ มีรอยบากด้านบนเห็นเนื้อแป้งสีขาวสลับน้ำตาล ภายในบรรจุไส้กรอกรมควันเต็มชิ้น
  • รสชาติ: รสสัมผัสผสมผสานระหว่างความกรอบนอกนุ่มในของแป้งที่มีความหอมมันของเนย (หรือมาการีน) ตัดกับความเค็มพอดีและเนื้อสัมผัสเด้งสู้ฟันของไส้กรอกรมควัน (Smoked Sausage)

3. วิธีการทำ

1. เตรียมแป้ง: ใช้แป้งพัฟ (Puff Pastry) หรือแป้งเพสตรี้ที่รีดเป็นชั้นๆ สลับกับไขมัน เพื่อให้เกิดความฟู

2.  การห่อ: นำแผ่นแป้งมาพันรอบไส้กรอก หรือวางไส้กรอกลงบนแป้งแล้วพับปิด บากผิวหน้าเพื่อให้แป้งขยายตัวได้สวยงามตอนอบ

3.  การอบ: ทาผิวด้วยไข่ไก่ (Egg wash) เพื่อความเงางาม แล้วนำเข้าอบในเตาที่อุณหภูมิประมาณ 180°C - 200°C จนแป้งฟูและกลายเป็นสีเหลืองทอง


4. ประวัติ

เมนูนี้พัฒนามาจาก "Sausage Roll" ของอังกฤษและ "Würstchen im Schlafrock" (ไส้กรอกในชุดนอน) ของเยอรมันที่มีมาตั้งแต่สมัยศตวรรษที่ 19 เดิมทีเป็นการนำแป้งโดธรรมดามาพัน แต่ปัจจุบันนิยมใช้แป้งพัฟ (Plunderteig) ตามแบบเบเกอรี่สมัยใหม่เพื่อให้ทานง่ายและอร่อยขึ้นในรูปแบบอาหารพร้อมทาน (To-go food)


5. วิธีทาน

  • ทานร้อน: อร่อยที่สุดเมื่อทานตอนอบเสร็จใหม่ๆ หรือนำไปอุ่นในเตาติ๊ง/หม้อทอดไร้น้ำมันเพื่อให้แป้งกลับมากรอบ
  • เครื่องจิ้ม: นิยมทานคู่กับ มัสตาร์ด (Mustard) หรือ ซอสมะเขือเทศ (Ketchup)
  • โอกาส: เป็นอาหารเช้าแบบเร่งด่วน หรือของว่างระหว่างวันที่หาซื้อได้ง่ายตามโซน Self-service ในซูเปอร์มาร์เก็ต (ดังที่เห็นในป้ายราคา 0.99 ยูโร)

6. ประโยชน์

  • พลังงาน: ให้พลังงานสูงจากคาร์โบไฮเดรต (แป้ง) และโปรตีน (ไส้กรอก) เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการพลังงานด่วน
  • ความสะดวก: เป็นอาหารที่ทานได้ด้วยมือเดียว ไม่เลอะเทอะ ตอบโจทย์ชีวิตที่เร่งรีบ

 

7. เหมาะจะทานตอนเช้าและอาหารว่าง


ขนมปังรูปที่ 2

"Börekstick Spinat-Feta" (เบอเร็คสติ๊ก ไส้ผักโขมและเฟต้าชีส) ซึ่งเป็นเมนูที่ได้รับอิทธิพลมาจากแถบตุรกีและบอลข่าน และเป็นที่นิยมอย่างสูงในเยอรมนีครับ


1. ชื่อและความหมาย

  • ชื่อ: Börekstick Spinat-Feta (เบอ-เร็ค-สติ๊ก สปิ-นาท-เฟ-ต้า)
  • ความหมาย: "Börek" คือชื่อตระกูลอาหารที่ทำจากแป้งแผ่นบางวางซ้อนกันเป็นชั้นๆ "Spinat" แปลว่าผักโขม และ "Feta" คือชีสสีขาวรสเค็มมัน ทำจากนมแกะหรือนมแพะ รวมกันคือ "แป้งอบแท่งยาวไส้ผักโขมและชีส"

2. ลักษณะและรสชาติ

  • ลักษณะ: เป็นแป้ง "Yufka" หรือ "Phyllo" ซึ่งจะบางกว่าแป้งพัฟปกติ ทำให้มีความกรอบแบบเปราะ (Flaky) ผิวด้านบนโรยด้วยงาขาวจำนวนมาก เนื้อสัมผัสข้างในนุ่มจากไส้ผักโขม
  • รสชาติ: รสสัมผัสจะมีความกรุบกรอบและหอมมันจากงา ตัวไส้มีรสเค็มนำจากเฟต้าชีส ตัดกับรสจืดและนุ่มนวลของผักโขมที่สับละเอียด หอมกลิ่นเครื่องเทศอ่อนๆ

3. วิธีการทำ

1.  แป้ง: ใช้แผ่นแป้ง Phyllo บางกริบวางซ้อนกัน ทาน้ำมันหรือเนยละลายระหว่างชั้น

2.  ไส้: ผสมผักโขมลวกสับละเอียดกับเฟต้าชีสที่บดเป็นชิ้นเล็กๆ ปรุงรสด้วยเกลือ พริกไทย และบางครั้งใส่หอมใหญ่

3.  การขึ้นรูป: วางไส้เป็นแนวยาวแล้วม้วนแป้งให้เป็นแท่งกลม (Stick) ทาหน้าด้วยไข่หรือน้ำมันแล้วโรยงาขาว

4.   การอบ: อบในเตาจนแป้งเปลี่ยนเป็นสีเหลืองทองและกรอบทั่วทั้งชิ้น

 

4. ประวัติ

Börek มีต้นกำเนิดย้อนไปได้ถึงสมัยอาณาจักรไมซีนีและอาณาจักรออตโตมัน เป็นอาหารพื้นเมืองของชาวตุรกี ก่อนจะแพร่หลายไปยังยุโรปตะวันออกและเยอรมนีผ่านชาวตุรกีที่ย้ายถิ่นฐานมา จนกลายเป็นสแน็กประจำร้านเบเกอรี่และซูเปอร์มาร์เก็ตในปัจจุบัน

 

5. วิธีทาน

  • ทานสด: ทานได้ทันทีแบบเย็นหรืออุณหภูมิห้อง แต่ถ้าอุ่นร้อนจะทำให้แป้งกลับมากรอบหอมเหมือนใหม่
  • เครื่องเคียง: ชาวตุรกีนิยมทานคู่กับ โยเกิร์ต หรือดื่มชา Ayran (เครื่องดื่มโยเกิร์ตผสมเกลือ) เพื่อช่วยตัดความมัน

6. ประโยชน์

  • ผักโขม: ให้ธาตุเหล็ก วิตามิน และใยอาหาร
  • เฟต้าชีส: ให้โปรตีนและแคลเซียมสูง
  • มังสวิรัติ: เมนูนี้มักจะเป็นตัวเลือกที่ดีมากสำหรับคนที่ไม่ทานเนื้อสัตว์ (Vegetarian) เพราะอิ่มท้องและสารอาหารครบ

7. เหมาะจะทานตอนไหน

  • อาหารว่าง / กินเล่น: ⭐⭐⭐⭐⭐ (เป็น Finger food ที่หยิบทานง่ายมากขณะเดินหรือขับรถ)
  • อาหารเช้า: ⭐⭐⭐⭐ (ทานคู่กับน้ำผลไม้หรือชา ให้ความรู้สึกสดชื่นกว่าไส้กรอก)
  • อาหารเที่ยง: ⭐⭐⭐ (มักทานคู่กับสลัดเบาๆ เป็นมื้อกลางวันที่ไม่หนักท้องจนเกินไป)




 

4.20.2026

คำแนะนำขั้นตอนการขอคืนภาษี (Tax Free) สำหรับนักท่องเที่ยวและต้องการไปทำเรื่องคืนเงินที่สนามบินเบอร์ลิน (BER)

สิ่งที่ต้องเตรียมข้อมูลสำหรับการรับคณะของที่ทำงาน กลุ่มเพื่อน ครอบครัว หรือแม้แต่คนไทยที่มาเที่ยวเยอรมนีท และต้องเดินทางออกจากเยอรมัน ณ สนามบินนานาชาติเบอร์ลิน (BER) คือ การช่วยแนะนำการขอคืนภาษีสำหรับนักท่องเที่ยว สำหรับนักท่องเที่ยวคนไทยอย่างพวกเราแล้วการได้เงินภาษีคืน ช่วยให้การท่องเที่ยวคุ้มค่าและเยียวยาใจได้มากทีเดียว

ผมไปที่ห้าง KaDeWe ที่นี่เป็นห้างสรรพสินค้าที่โด่งดังที่สุดของกรุงเบอร์ลิน ปัจจุบันบริหารโดยนักลงทุนของประเทศไทยครับ ผมไปพบขั้นตอนการดำเนินการขอคืนภาษีสำหรับนักท่องเที่ยวเป็นภาษาไทย ผมจึงเก็บมาเพื่อเผยแพร่ เอาละครับ นี่เป็นคู่มือและขั้นตอนครับ

รูปนี้ผมถ่ายเองที่บ้าน พื้นหลังเป็นกำลังดื่มกาแฟและทานขนมปังยามเช้า
ในวันที่ฝนกำลังตกครับผม


ขั้นตอนที่ 1: เช็คอินและเตรียมกระเป๋าสัมภาระ

  • ไปที่เคาน์เตอร์เช็คอินของสายการบินนั้นเพื่อเช็คอินรับบอร์ดดิ้งพาส
  • ชั่งน้ำหนักและติดป้ายแท็กสัมภาระที่กระเป๋า โดยสินค้าปลอดภาษีที่ต้องการจะขอคืนภาษี จะต้องบรรจุอยู่ภายในกระเป๋าใบนี้ พูดง่าย ๆ ว่าเอาของที่จะขอคืนภาษีแยกกระเป๋าต่างหาก ห้ามโหลดในขั้นนี้

ขั้นตอนที่ 2: ตรวจศุลกากรและขอรับการประทับตรา (สำคัญมาก)

นำกระเป๋าสัมภาระที่มีของอยากคืนภาษีและติดป้ายแท็กเรียบร้อยแล้วไปยังจุดตรวจศุลกากร (ให้หมอหาป้ายคำว่า Zoll (ศุลกากรเยอรมัน)

สิ่งที่ต้องเตรียมเพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร ได้แก่:

1.       บอร์ดดิ้งพาสและหนังสือเดินทาง (Passport)

2.       สินค้าปลอดภาษี (ต้องเป็นของใหม่เอี่ยมและห้ามนำมาใช้งานก่อน แต่บางรายการสามารถใช้ได้ แต่ต้องมีโชว์)

3.       ใบเสร็จต้นฉบับ (Original Invoice) และ แบบฟอร์มขอคืนภาษีที่กรอกรายละเอียดส่วนบุคคลเรียบร้อยแล้ว

จุดที่ต้องระวัง คือ ต้องได้รับตราประทับ จากศุลกากรลงบนแบบฟอร์มขอคืนภาษี หากไม่ดำเนินการให้เรียบร้อยและไม่มีตราประทับ ทางบริษัทจะทำการเรียกเก็บเงินคืนจากบัตรเครดิตของเราพร้อมบวกค่าธรรมเนียมอีก 15%

เมื่อประทับตราเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะรับกระเป๋าสัมภาระของคุณและส่งไปโหลดขึ้นเครื่องบินให้เลย หมายความว่า พอตรวจเสร็จ กระเป๋าจะลงสายพานของเค้าเตอร์ศุลกากรไปรวมกับสัมภาระที่เราเช็คอินไปก่อนในขั้นตอนที่ 1

ขั้นตอนที่ 3: การขอรับเงินคืนกับ Global Blue

นำเอกสารทั้งหมดที่ได้รับการประทับตราจากศุลกากรแล้ว ไปขอรับเงินคืนได้ที่สำนักงาน Global Blue

ทางเลือกเพิ่มเติม (กรณีไม่รับเงินสดหรือเคาน์เตอร์ปิด): เราสามารถเลือกใช้วิธี หย่อนกล่องจดหมาย Global Blue ได้ โดยการกรอกข้อมูลบัตรเครดิตของเราลงในแบบฟอร์มขอคืนภาษี จากนั้นนำแบบฟอร์มที่มีตราประทับและใบแจ้งหนี้ต้นฉบับใส่ซอง แล้วหย่อนลงในตู้ไปรษณีย์หรือกล่องจดหมายของ Global Blue ในสนามบิน แบบฟอร์มจะได้รับจากร้านค้าตอนที่ซื้อของหรือรับเอกสารจากบริเวณตู้จดหมายของ Global Blue


ภาพ infographic ผมใช้ notebookLM สร้าง

พิกัดจุดให้บริการ ณ สนามบินเบอร์ลิน (BER)

จุดตรวจศุลกากร ณ อาจารย์ Terminal 1

  • สำหรับสัมภาระโหลดใต้เครื่อง (กระเป๋าใบใหญ่): ชั้น 1 ให้โหลดที่เคาน์เตอร์เช็คอินหมายเลข 711-712 (จุดนี้จะอยู่ด้านนอก ก่อนผ่านจุดตรวจรักษาความปลอดภัย)
  • สำหรับกระเป๋าถือขึ้นเครื่อง (Carry-on): อยู่ที่เกท A20 (ด้านใน หลังผ่านจุดตรวจรักษาความปลอดภัยแล้ว)

จุดบริการคืนเงิน Global Blue (เปิดให้บริการเวลา 06:00 - 18:00 น.)

โซน Landside (ด้านนอก ก่อนจุดตรวจรักษาความปลอดภัย)

  • สำนักงาน Global Blue และ ตู้จดหมาย อยู่ที่เทอร์มินอล 1 ชั้น 2 (อยู่ด้านข้างร้าน Starbucks)
  • ตู้ไปรษณีย์ อยู่ที่อาคารผู้โดยสาร 2 (ตั้งอยู่ที่ด่านศุลกากร)

โซน Airside (ด้านใน หลังจุดตรวจรักษาความปลอดภัย)

  • ตู้ไปรษณีย์ และ เคาน์เตอร์ Travelex อยู่ที่อาคารผู้โดยสาร 1 ชั้น 1
  • ตู้ไปรษณีย์ อยู่ที่เทอร์มินอล 1 ชั้น 2 (บริเวณใกล้ประตู C06)
  • ตู้ไปรษณีย์ อยู่ที่เทอร์มินอล 1 ชั้น 1 (บริเวณใกล้ประตู B44/45)

อย่างไรก็ตามนะครับ ผมจะแนะนำว่าให้เผื่อเวลา ณ สนามบินไว้มาก ๆ เพราะสนามบินเบอร์ลินเน้นการเช็คอินด้วยตัวเอง ที่ตู้เช็คอินอัตโนมัติ เราสามารถต่อแถวเช็คอิน ณ เค้าเตอร์เช็คอินก็ได้ อาจเสี่ยงต่อคิวที่ยาว อาจเสียเวลา นอกจากนั้น แถวตรงศุลกากรมีคิวยาวเช่นกัน ดังนั้นจึงต้องบริหารเวลาให้ดีจะได้ไม่ต้องวิ่ง

สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ สนามบินเบอร์ลินมีประท้วงหยุดงานเป็นระยะ จึงต้องเช็คก่อนการเดินทาง

เกร็ดความรู้ทางเทคนิค: ระบบคืนภาษี (VAT Refund) ในเยอรมนี

การระบบคืนภาษี (VAT Refund) หรือ Tax Free ในเยอรมนี เป็น กลยุทธ์ทางเศรษฐกิจที่ช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น

1.       สร้างแรงจูงใจด้านราคา (Financial Incentive) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษาเยอรมันเรียกว่า MwSt - Mehrwertsteuer) ภาษีของเยอรมนีปกติอยู่ที่ 19% (อาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และน้ำอัดลม อาหารเช้าในโรงแรม อาหารในร้าน dine-in เป็นต้น) และ 7% (อาหารที่จำเป็น หนังสือและสินค้าทางวัฒนธรรม ค่าโรงแรมที่พัก และการขนส่งสาธารณะระยะสั้น เป็นต้น) นักท่องเที่ยวสามารถขอคืนเงินส่วนนี้ได้ หลังหักค่าธรรมเนียม ทำให้สินค้าแบรนด์เนมหรือสินค้าคุณภาพสูงของเยอรมันมีราคา ถูกลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับการซื้อในประเทศตนเองหรือประเทศอื่น ๆ ที่มีสินค้าแบบเดียวกัน

2.       สนับสนุนแบรนด์สินค้าพื้นถิ่น (Domestic Brand Promotion) เยอรมนีมีสินค้าที่เป็นแม่เหล็กดึงดูด เช่น กระเป๋าเดินทาง Rimowa (คนไทยชอบมาก ๆ ๆ ๆ ๆ) มีดทำครัว Zwilling เครื่องสำอาง (โดยเฉพาะยาสีฟัน Ajona และของใน dm) หรือสินค้าแฟชั่น ช่วยให้แบรนด์เยอรมันแข่งขันกับแบรนด์จากฝรั่งเศสหรืออิตาลีได้

3.       การดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง (High-Spending Tourists) กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาซื้อสินค้ามูลค่าสูง (Luxury Goods) มักจะมองหาประเทศที่มีขั้นตอนการคืนภาษีที่ชัดเจนและคุ้มค่า เมื่อกลุ่มคนท่องเที่ยวเหล่านี้มาเพื่อช้อปปิ้ง พวกเขาจะไม่ได้จ่ายแค่ค่าสินค้า แต่ยังจ่ายค่าโรงแรมระดับห้าดาว ร้านอาหาร Fine Dining และบริการรถรับส่ง ซึ่งช่วยกระจายรายได้เข้าสู่ภาคส่วนอื่นๆ ของการท่องเที่ยวด้วย

4.       จิตวิทยาการได้เงินคืน (Psychological Reward) ในเชิงจิตวิทยา การได้รับเงินคืนที่สนามบินก่อนกลับบ้าน สร้างความรู้สึกที่ดีต่อนักท่องเที่ยวว่าคุ้มค่า และมีแนวโน้มที่จะกลับมาเที่ยวซ้ำ หรือแนะนำบอกต่อเพื่อนฝูง

ขอให้ได้คืนภาษีครับผม

สวัสดีครับ

ณัฐพล จารัตน์

กรุงเบอร์ลิน

20.04.2569

วันนี้ฝนตกตั้งแต่เช้า ลาเต้นอนหลับ


4.14.2026

Our Life : เมื่อความสุขถูกสั่งให้วาด บนกำแพงที่เคยอาบด้วยอำนาจ

 

​กลางเดือนเมษายนในเบอร์ลิน อากาศที่นี่ยังคงทิ้งความหนาวเหน็บไว้ที่ปลายนิ้วครับผม ผิดกับบรรยากาศสงกรานต์ในบ้านเราที่แดดมักจะแผดเผาจนแสบผิวไปหมดนะครับ ผมเลือกใช้เวลาในวันพักผ่อนเดินเลาะตามแนวที่อดีตเคยถูกเรียกว่า "ม่านเหล็ก" จนมาหยุดยืนอยู่หน้าอาคารที่ดูขรึมและทรงพลังอย่าง Detlev-Rohwedder-Haus แห่งนี้นะครับ

​ตรงจุดนั้นเองครับที่มีภาพวาดฝาผนังขนาดมหึมาที่ชื่อว่า “Unser Leben” หรือที่แปลว่า “ชีวิตของเรา” ปรากฏอยู่บนกำแพงตึกครับ

​ภาพนี้ถูกจารึกไว้บนผนังตั้งแต่ปี 1952 นะครับ เป็นยุคที่เยอรมนีตะวันออก (GDR) กำลังพยายามนิยามคำว่า "อนาคต" ผ่านอุดมการณ์สังคมนิยมอย่างหนักเลยครับผม หากมองเพียงผิวเผิน นี่คือภาพความสำเร็จที่ดูสวยหรูมากนะครับ เราจะเห็นรอยยิ้มของแรงงานที่ถือธงแดง เห็นวิศวกรกางพิมพ์เขียวร่วมกับคนงาน และเห็นภาพเด็กน้อยบนบ่าของพ่อที่กำลังเดินไปข้างหน้าอย่างมีความหวังครับ

แต่ในโลกของศิลปะที่รับใช้การเมือง... รอยยิ้มอาจไม่ได้มาจากความสุขเสมอไปนะครับ

​ความจริงที่ซ่อนอยู่หลังพู่กันของ Max Lingner คือการต่อสู้กับ "ตีกรอบ" ของอำนาจรัฐครับ บันทึกระบุไว้ว่าเขาถูกพรรคสั่งให้แก้ไขภาพหลายต่อหลายครั้งเลยนะครับ เพราะร่างแรกของเขานั้นดู "เป็นมนุษย์" และดูอ่อนโยนเกินไปครับผม รัฐบาลในยุคนั้นต้องการภาพลักษณ์ที่แข็งแกร่ง สง่างาม และสมบูรณ์แบบจนแทบจะไร้ที่ติ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือกดทับความจริงที่แสนเปลี่ยวเหงาของประชาชนในขณะนั้นเอาไว้นะครับ

​สิ่งที่ย้อนแย้งและตลกร้ายที่สุดก็คือ อาคารที่ประดับภาพ "สวรรค์ของสังคมนิยม" แห่งนี้ ครั้งหนึ่งเคยเป็นกระทรวงการบินของนาซีนะครับผม สถานที่ที่อำนาจขวาจัดเคยชี้นิ้วสั่งความเป็นไปของโลก ก่อนจะเปลี่ยนมาเป็นที่ทำการของคอมมิวนิสต์ และจบลงที่การเป็นกระทรวงการคลังของเยอรมนีในวันนี้นั่นเองครับ

​การมายืนดูภาพ "ชีวิตในฝัน" ท่ามกลางลมหนาวที่เบอร์ลินแบบนี้ จึงทำให้ผมฉุกคิดได้ว่า... ในทุกยุคสมัย ประวัติศาสตร์มักจะถูกวาดและเขียนขึ้นโดยผู้ที่ถืออำนาจในมือเสมอเลยนะครับ

ส่วนความจริงที่แท้จริงนั้น อาจจะซ่อนอยู่ในรอยร้าวเล็ก ๆ บนแผ่นกระเบื้องเคลือบเหล่านั้นเองครับผม


ผมหวังว่าจะได้เก็บบรรยากาศของเบอร์ลินไว้ในความทรงจำและความประทับใจของผมอีกนานแสนนาน

สวัสดีจากเบอร์ลินครับผม
14.04.2569
ดร.ณัฐพล จารัตน์

4.12.2026

Harassed by a weird cute drank German guy 

We felt really harassed by a weird cute drank German guy yesterday.

My partner and I were waiting for the train at Zoologischer Garten to head home, when this cute but totally drank German guy came up to us. He started talking in German, but when we ignored him, he switched to English.

He asked my partner, "Are you Chinese? Japanese? Or Korean?" 

We didn’t say anything, but he just kept asking. Then he asked, "Are you Thai?"

My partner accidentally answered and said, "Yes, I am" even though I was trying to tell my partner not to answer and that we should just walk away.

As soon as this drunk guy heard that, he shouted in English, "I’m horny. You’re so sexy. Wanna come to bed with me?"

He was so loud that everyone around us must have heard.

We immediately walked away to get some distance from this creep. But somehow, he found us again without us noticing because we were busy looking at our phones. He leaned in, trying to peek at my partner’s screen, and said, "Watching porn? Wanna see mine? Mine is huge"

Luckily, our train arrived right then, and we jumped on quickly. Thank god he didn’t follow us onto the train. It was seriously scary.

#Berlin #เบอร์ลิน #strangerguy #Zoologischergarten #u9

4.01.2026

Returned to my normal morning garden in Berlin.

Guten Morgen na krab, or should I say, Good morning 😀I returned to my cosy Berlin apartment late last night 🌙. However, this morning I woke with a start at 06:30, only to realise my body clock was still synchronised to #Winterzeit (#WinterTime). In fact, the clocks sprang forward to #Sommerzeit (#SummerTime) last Sunday, 29.03. I had been in #Munich at the time, where snowy winter conditions persisted until the end of the week, just as the Google weather forecast on my screen had indicated.I raised the venetian blinds to gaze out through the glass window at my garden. It was shrouded in mist. I sensed all living things awakening, turning fresh and verdant.I aspire to seize numerous wonderful opportunities during my time in Germany.
Natthaphon Jarat
Berlin 
Sawaddee krab.