Search This Blog

9.16.2026

การทิ้งและแยกขยะในอพาร์ตเมนต์ที่กรุงเบอร์ลิน: เรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันที่ต้องเรียนรู้ (Mülltrennung in Berlin: Kleine Dinge im Alltag, die man lernen muss)

การมาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศเยอรมนีทำให้ผมได้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง ไม่ใช่เฉพาะเรื่องภาษา การทำงาน หรือการปรับตัวเข้ากับสังคมใหม่เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวันที่เมื่ออยู่ไปนาน ๆ เราก็เริ่มทำจนเป็นความเคยชิน

หนึ่งในนั้นคือ การทิ้งและแยกขยะ (Mülltrennung)

ในตอนแรก ผมเคยมองว่าการทิ้งขยะเป็นเรื่องง่าย ๆ มีขยะก็เอาไปทิ้ง แต่เมื่อมาอยู่ที่กรุงเบอร์ลินจึงพบว่า ก่อนจะทิ้งอะไรลงถัง บางครั้งเราต้องหยุดคิดก่อนว่า สิ่งที่อยู่ในมือของเราคืออะไร และควรลงถังไหน

เรื่องเล็ก ๆ อย่างการทิ้งขยะจึงค่อย ๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกับคนอื่นในเมืองใหญ่

ห้องขยะเล็ก ๆ ของอพาร์ตเมนต์ในเบอร์ลิน

อพาร์ตเมนต์ที่ผมพักอาศัยในกรุงเบอร์ลินมีพื้นที่สำหรับวางถังขยะรวมของอาคาร เมื่อเปิดประตูเข้าไปจะพบถังขนาดใหญ่หลายใบเรียงกันอยู่

บนผนังมีป้าย Müllabfuhr Kalender หรือตารางวันเก็บขยะของอาคาร ระบุไว้ค่อนข้างชัดเจนว่า

  • Verpackung — ทุกวันพฤหัสบดีเว้นพฤหัสบดี
  • Pappe & Papier — ทุกวันอังคาร
  • Bioabfall — ทุกวันอังคารเว้นอังคาร
  • Restmüll — ทุกวันจันทร์

ตารางนี้เป็นรายละเอียดเฉพาะของอาคารที่ผมพัก ไม่ใช่ตารางมาตรฐานสำหรับอพาร์ตเมนต์ทุกแห่งในกรุงเบอร์ลิน แต่สิ่งที่ผมสนใจคือ ระบบจัดการขยะได้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตรประจำสัปดาห์ของอาคารอย่างเป็นรูปธรรม

นอกจากนี้ยังมีโปสเตอร์ “Trenn dich – und zwar richtig!” อธิบายว่าขยะชนิดไหนควรทิ้งลงถังประเภทใด

เมื่อมองจากสายตาของคนที่เพิ่งเข้ามาอยู่ สิ่งเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือน “ภาษากลาง” ของพื้นที่ส่วนรวม เพราะเราไม่จำเป็นต้องรู้จักเพื่อนบ้านทุกคน แต่ทุกคนจำเป็นต้องเข้าใจกติกาพื้นฐานชุดเดียวกัน

จำสี ก็ช่วยจำวิธีทิ้งขยะ

วิธีหนึ่งที่ช่วยให้เข้าใจระบบได้ง่ายขึ้นคือการจำสีที่ใช้ในการสื่อสารเรื่องขยะ






สีเหลือง ใช้กับ Verpackung หรือบรรจุภัณฑ์และวัสดุที่กำหนด
สีน้ำเงิน ใช้กับ Pappe & Papier หรือกระดาษและกระดาษแข็ง
สีน้ำตาล ใช้กับ Bioabfall/Biogut หรือขยะอินทรีย์
สีเทาหรือดำ ใช้กับ Restmüll หรือขยะทั่วไปที่ไม่เข้ากลุ่มรีไซเคิลอื่น
ส่วน
Altglas หรือแก้วเก่า ในโปสเตอร์ของอาคารใช้สีเขียวเป็นสัญลักษณ์ แต่ในชีวิตจริงระบบรวบรวมแก้วของเบอร์ลินอาจอยู่ที่จุดรวบรวมนอกอาคารและแยกตามประเภทของแก้ว

ที่สำคัญคือ สีเป็นเพียงเครื่องมือช่วยจำ ไม่ควรคิดว่าถังทุกใบจะต้องมีตัวถังเป็นสีนั้นทั้งหมด ในอพาร์ตเมนต์ของผมเอง ตัวถังจำนวนหนึ่งเป็นสีเทาหรือดำ เพียงแต่ใช้สีของฝา ป้าย หรือข้อความเพื่อบอกประเภท

ดังนั้น เวลาทิ้งขยะ ควรอ่านข้อความหรือสัญลักษณ์บนถังด้วย ไม่ใช่ดูจากสีอย่างเดียว

แล้วขยะอะไรควรไปที่ไหน?

จากโปสเตอร์ที่ติดอยู่ในอาคารของผม ตัวอย่างเช่น แก้วกาแฟแบบ Coffee-to-go บรรจุภัณฑ์พลาสติก ขวดพลาสติก ฟิล์ม ถุงพลาสติก กระป๋องโลหะ ภาชนะอะลูมิเนียม กล่องเครื่องดื่ม และโฟมบรรจุภัณฑ์ ถูกจัดไว้ในกลุ่ม Verpackung

กระดาษ หนังสือพิมพ์ นิตยสาร กล่องกระดาษ แค็ตตาล็อก สมุด ซองจดหมาย และกระดาษห่อของ อยู่ใน Pappe & Papier

ส่วน Bioabfall ได้แก่ กากกาแฟ ถุงชา เปลือกและเศษผักผลไม้ เปลือกส้ม เศษอาหารปรุงสุก เปลือกไข่ ดอกไม้และพืชบางประเภท

ข้อมูลปัจจุบันของ BSR ก็อธิบายว่าขยะอินทรีย์ เช่น เศษอาหาร เศษผักผลไม้ กากกาแฟและถุงชา สามารถนำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ ขณะที่พลาสติก บรรจุภัณฑ์ โลหะ และแก้วไม่ควรใส่ใน Biotonne 

สำหรับ Restmüll จากโปสเตอร์ในอาคาร ตัวอย่างได้แก่ กระดาษเช็ดมือ กระดาษที่สกปรก กระดาษเคลือบบางประเภท ใบเสร็จ กระจกบางชนิด เครื่องเคลือบ เซรามิก ก้นบุหรี่ และผลิตภัณฑ์สุขอนามัย

สิ่งที่ดูเหมือนง่ายจึงมีรายละเอียดมากกว่าที่คิด และบางครั้งแม้แต่คนที่อยู่มานานก็ยังต้องหยุดดูป้ายก่อนทิ้ง

เกร็ดความรู้: ทำไมคนเยอรมันจึงต้องแยกขยะ?

ผมเคยสงสัยว่า ทำไมการแยกขยะจึงกลายเป็นกิจวัตรที่พบได้ทั่วไปในเยอรมนี

คำตอบไม่ได้อยู่ที่การบอกว่า “คนเยอรมันเป็นคนมีระเบียบ” เพียงอย่างเดียว เพราะระบบที่เราเห็นในปัจจุบันไม่ได้เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ แต่ค่อย ๆ พัฒนาผ่าน กฎหมาย ระบบจัดเก็บ การรีไซเคิล และการเรียนรู้ทางสังคมตลอดหลายทศวรรษ

จุดสำคัญช่วงหนึ่งคือกฎหมายจัดการขยะระดับสหพันธ์ในปี 1972 ซึ่งช่วยวางกรอบการจัดการขยะสมัยใหม่ของเยอรมนี ต่อมาในปี 1991 Verpackungsverordnung หรือกฎระเบียบเกี่ยวกับบรรจุภัณฑ์ได้เพิ่มความสำคัญของความรับผิดชอบของผู้ผลิตต่อบรรจุภัณฑ์ และมีส่วนต่อการพัฒนาระบบรวบรวมและแยกบรรจุภัณฑ์จากครัวเรือน

ดังนั้น การแยกขยะที่เราเห็นทุกวันนี้จึงเป็นผลของกระบวนการที่พัฒนามาเป็นเวลานาน ไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันเดียว

กล่าวง่าย ๆ ได้ว่า

Gesetz → System → Regeln → Wiederholung → Gewohnheit → Alltagskultur

กฎหมาย → ระบบ → กติกา → การทำซ้ำ → ความเคยชิน → วัฒนธรรมในชีวิตประจำวัน

จากกฎหมาย กลายเป็นกิจวัตรประจำวัน

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในกรุงเบอร์ลินคือ Biotonne

กรุงเบอร์ลินขยายการใช้ Pflicht-Biotonne หรือการแยกขยะอินทรีย์อย่างครอบคลุมทั่วเมืองตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2019 โดยมีข้อยกเว้นในบางกรณี เช่น การจัดการขยะอินทรีย์ด้วยวิธีที่เข้าเงื่อนไข การเปลี่ยนแปลงนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะนำทรัพยากรกลับเข้าสู่วงจรการใช้ประโยชน์มากขึ้น 

BSR อธิบายว่าขยะอินทรีย์ที่รวบรวมในเบอร์ลินสามารถนำไปผลิต Biogas และนำวัสดุที่เหลือจากกระบวนการไปใช้เป็นปุ๋ยหรือวัสดุปรับปรุงดินได้ 

ตรงนี้ทำให้ผมมองเห็นว่า “การแยกขยะ” ไม่ใช่จุดสิ้นสุดของเรื่อง

ถังขยะเป็นเพียง ประตูบานแรกของวงจร

แต่เมื่อเปิดฝาถังจริง ๆ…

สิ่งที่เขียนอยู่บนป้ายกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็ไม่ได้ตรงกันทุกครั้ง

ผมเป็นคนหนึ่งที่เวลาเอาขยะไปทิ้ง บางครั้งก็อดไม่ได้ที่จะเปิดดูถังอื่น ๆ ด้วยความอยากรู้ แล้วก็พบว่าในชีวิตจริงยังมีขยะหลายอย่างถูกทิ้งปะปนกัน ไม่ได้แยกตามโปสเตอร์อย่างสมบูรณ์แบบ

ภาพที่ผมเห็นจึงช่วยเตือนว่า การมีกฎไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะทำตามกฎเสมอไป

นี่อาจเป็นเรื่องธรรมดาของสังคมมนุษย์ ไม่ว่าจะอยู่ประเทศใดก็ตาม

ระบบสามารถกำหนดกติกาได้ แต่ท้ายที่สุดการทำให้ระบบทำงานได้จริงยังขึ้นอยู่กับการตัดสินใจเล็ก ๆ ของแต่ละคน

การแยกขยะบอกอะไรเกี่ยวกับ “ความเป็นเยอรมัน”?

เมื่อพูดถึงเยอรมนี เรามักได้ยินคำอย่าง Ordnung — ความเป็นระเบียบ หรือ Regeltreue — การยึดถือกฎ

แต่จากประสบการณ์ของผม การใช้ชีวิตในเยอรมนีทำให้เห็นว่าคำเหล่านี้ไม่ควรถูกนำไปเหมารวมว่า “คนเยอรมันทุกคนทำตามกฎ”

สิ่งที่น่าสนใจกว่าคือ ระบบสังคมจำนวนมากถูกออกแบบให้ประชาชนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง

คำว่า Eigenverantwortung หรือความรับผิดชอบของตนเอง จึงมีความหมายในชีวิตประจำวันมาก

ไม่มีใครยืนเฝ้าหน้าถังขยะตลอดเวลา

เมื่อเราถือถุงขยะลงมา เราเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะเปิดฝาถังไหน

เพื่อนบ้านผู้จริงจังกับการแยกขยะ

ในอพาร์ตเมนต์ของผมมีเพื่อนบ้านคนหนึ่ง ซึ่งเท่าที่ผมทราบไม่ใช่ชาวเยอรมัน แต่พูดภาษาเยอรมันได้และใช้เวลาทำงานออนไลน์อยู่ในห้องค่อนข้างมาก

เขาเป็นคนที่จริงจังกับเรื่องการแยกขยะมาก

บางครั้งหากพบถุงขยะที่ถูกทิ้งผิดประเภท เขาสามารถทราบได้อย่างไรก็ไม่รู้ว่าถุงนั้นมาจากห้องไหน และนำถุงกลับไปวางไว้หน้าประตูห้องของเจ้าของ

เรื่องนี้ทำให้ผมทั้งประหลาดใจและอดคิดไม่ได้ว่า

ความรับผิดชอบต่อส่วนรวมควรไปได้ไกลเพียงใด ก่อนที่จะเริ่มเข้าใกล้พื้นที่ส่วนตัวของผู้อื่น?

เหตุการณ์นี้ไม่ควรถูกนำไปสรุปว่าเป็นพฤติกรรมปกติของคนเยอรมันหรือของคนในเบอร์ลิน เพราะนี่เป็นเพียงประสบการณ์ที่เกิดขึ้นในอาคารที่ผมอาศัย

แต่สำหรับผม มันทำให้คำว่า Regeln — กฎ, Verantwortung — ความรับผิดชอบ และ Privatsphäre — ความเป็นส่วนตัว มาอยู่ในเรื่องเดียวกันอย่างน่าสนใจ

กฎอาจช่วยลดความขัดแย้งได้ แต่การบังคับใช้กฎโดยขาดความเข้าใจและความพอดี ก็อาจกลายเป็นต้นเหตุของความขัดแย้งเสียเอง

แล้ว BSR คือใคร?

เมื่อถึงวันเก็บขยะ เราจะพบพนักงานในชุดสีส้มเข้ามาจัดการถังขยะของอาคาร

ตัวอักษรที่เห็นอยู่เสมอคือ BSR — Berliner Stadtreinigungsbetriebe

BSR ไม่ใช่บริษัทเอกชนทั่วไป และก็ไม่ใช่กระทรวงหรือสำนักงานราชการในความหมายที่เราคุ้นเคย แต่มีสถานะเป็น Anstalt des öffentlichen Rechts (AöR) หรือองค์การภายใต้กฎหมายมหาชนของรัฐเบอร์ลิน หากอธิบายอย่างง่ายสำหรับผู้อ่านชาวไทย อาจมองว่าเป็น “องค์การสาธารณะหรือกิจการของรัฐเบอร์ลิน” แม้รูปแบบทางกฎหมายจะไม่ตรงกับคำว่า “รัฐวิสาหกิจ” ของไทยเสียทีเดียว

กฎหมายของรัฐเบอร์ลินกำหนดภารกิจของ BSR ไว้หลายด้าน โดยเฉพาะ การจัดการขยะ (Abfallentsorgung) และ การทำความสะอาดถนน (Straßenreinigung) รวมถึงภารกิจด้านความสะอาดของพื้นที่สาธารณะบางประเภท และระบุให้คำนึงถึงการส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนที่ช่วยหลีกเลี่ยงการเกิดขยะ ตลอดจนการกำจัดขยะอย่างเหมาะสมต่อสิ่งแวดล้อม 

กล่าวอีกอย่างหนึ่งคือ ถังขยะที่เราเห็นหน้าบ้านเชื่อมโยงกับระบบบริการสาธารณะของเมืองทั้งระบบ

เมื่อพนักงานเสื้อสีส้มมาถึง

มีอีกภาพหนึ่งที่ผมจำได้ดี

เวลาพนักงานเก็บขยะมาถึงอาคาร พวกเขาทำงานกันรวดเร็วมาก ลากถังออกมา ยก เท และนำกลับเข้าไป กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นอย่างคล่องแคล่วและค่อนข้างหนักหน่วง

ในความรู้สึกแบบคนไทยของผม บางครั้งก็ดู “แรง” ไปเสียหน่อย เหมือนไม่ได้กังวลนักว่าถังจะกระแทกหรือเป็นรอย

บางครั้งหลังจากเก็บขยะแล้ว ผมยังเห็นเศษกระดาษหรือถุงพลาสติกชิ้นเล็ก ๆ ตกหรือปลิวอยู่บริเวณใกล้เคียง

แต่เมื่อคิดอีกมุม งานเก็บขยะเป็นงานที่ต้องแข่งกับเวลา ต้องใช้แรง และต้องทำซ้ำกับถังจำนวนมหาศาลตลอดเส้นทาง สิ่งที่ผมมองว่า “แรง” จึงอาจเป็นส่วนหนึ่งของจังหวะการทำงานที่เน้น ความเร็ว ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยในการปฏิบัติงาน

ประสบการณ์เล็ก ๆ นี้ทำให้ผมเรียนรู้ว่า เวลาเราไปอยู่ต่างประเทศ บางครั้งสิ่งที่ดูแปลกในสายตาของเราอาจไม่ได้หมายความว่าใครทำผิด แต่อาจเป็นเพราะเรากำลังมองระบบการทำงานอีกแบบหนึ่งผ่านความเคยชินเดิมของตัวเอง

จากถังขยะหน้าบ้านสู่ความยั่งยืน

คำภาษาเยอรมันที่เราได้ยินบ่อยมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คือ Nachhaltigkeit — ความยั่งยืน

การแยกขยะเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิดที่ใหญ่กว่านั้น คือ Kreislaufwirtschaft — เศรษฐกิจหมุนเวียน

แทนที่จะมองว่าสิ่งของมีเส้นทางเพียง

ผลิต → ใช้ → ทิ้ง

แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนพยายามทำให้ทรัพยากรบางส่วนกลับเข้าสู่วงจรการใช้ประโยชน์อีกครั้ง ผ่านการลดขยะ การใช้ซ้ำ การรีไซเคิล หรือการนำวัสดุกลับมาใช้ประโยชน์ในรูปแบบอื่น

กรุงเบอร์ลินเองได้ประกาศใช้ Nachhaltigkeitsstrategie des Landes Berlin หรือยุทธศาสตร์ความยั่งยืนของรัฐเบอร์ลินอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม 2026 โดยนำเป้าหมายของ Agenda 2030 มาปรับให้เข้ากับบริบทของกรุงเบอร์ลิน และเน้นว่าความยั่งยืนไม่ใช่เพียงเป้าหมายเชิงนามธรรมในอนาคต แต่เกี่ยวข้องกับการลงมือทำและความรับผิดชอบร่วมกันในปัจจุบัน 

เมื่อมองเช่นนี้ ถังขยะเล็ก ๆ ใต้ตึกจึงเชื่อมโยงไปถึงคำใหญ่ ๆ อย่าง sustainable city, responsible consumption และ circular economy ได้อย่างไม่น่าเชื่อ

จากการแยกขยะ สู่ “สติ” และ “สันติภาพ”

สำหรับผม เรื่องนี้ยังสามารถมองไปไกลกว่าเรื่องสิ่งแวดล้อม

ทุกครั้งที่เราถือขยะชิ้นหนึ่งอยู่ในมือแล้วหยุดคิดว่า

นี่คือขยะอะไร?
ควรทิ้งลงถังไหน?
ถ้าผมทิ้งผิด คนอื่นจะได้รับผลอย่างไร?

ช่วงเวลาสั้น ๆ ก่อนเปิดฝาถังนั้น อาจมองได้ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของ Achtsamkeit — การมีสติและความใส่ใจต่อสิ่งที่กำลังทำ

เมื่อมีสติ เราเริ่มมองเห็นผลของการกระทำของตัวเอง

จาก Achtsamkeit จึงนำไปสู่ Verantwortung — ความรับผิดชอบ

เมื่อเรารับผิดชอบ เราก็พร้อมที่จะเคารพ Regeln — กติกาที่ใช้ร่วมกัน

และเมื่อเราเคารพกติกาพร้อมกับคำนึงถึงคนอื่น ก็เกิด Rücksichtnahme — ความเกรงใจและการคำนึงถึงผู้อื่น

สิ่งเหล่านี้สามารถช่วยนำไปสู่ Konfliktvermeidung — การหลีกเลี่ยงหรือลดความขัดแย้ง และท้ายที่สุดคือ friedliches Zusammenleben — การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

จึงอาจเขียนความสัมพันธ์นี้อย่างง่ายว่า

Achtsamkeit → Verantwortung → Regeltreue → Rücksichtnahme → Konfliktvermeidung → friedliches Zusammenleben

แต่เรื่องของเพื่อนบ้านที่นำถุงขยะกลับไปวางหน้าห้องก็เตือนผมอีกเช่นกันว่า สันติภาพไม่ได้เกิดจากการมีกฎเพียงอย่างเดียว

การอยู่ร่วมกันอย่างสงบต้องหาจุดสมดุลระหว่าง

กฎ — ความรับผิดชอบ — ความเข้าใจ — ความเป็นส่วนตัว — และการคำนึงถึงกัน

โดยเฉพาะในเมืองอย่างเบอร์ลิน ซึ่งผู้คนจากหลากหลายภาษา วัฒนธรรม และประสบการณ์ต้องมาใช้พื้นที่เดียวกัน การมีป้าย สี สัญลักษณ์ และกติกาที่เข้าใจร่วมกันจึงช่วยสร้าง gemeinsames Verständnis หรือความเข้าใจร่วมกันได้

แต่กฎที่ดีเพียงใดก็ยังต้องอาศัยมนุษย์ที่มีความเข้าใจในการนำไปใช้

เรื่องเล็ก ๆ ที่ผมได้เรียนรู้จากเบอร์ลิน

เมื่อย้อนกลับไปคิด ผมพบว่าการแยกขยะเป็นหนึ่งในบทเรียนเล็ก ๆ ที่น่าสนใจจากช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตในกรุงเบอร์ลิน

จากวันแรกที่ต้องยืนอ่านว่าถังไหนคืออะไร จนถึงวันที่สามารถถือถุงลงมาแล้วแทบไม่ต้องคิด ผมค่อย ๆ เห็นกระบวนการของการปรับตัวเกิดขึ้นกับตัวเอง

Anpassung — การปรับตัว ไม่ได้หมายความว่าเราต้องละทิ้งความเป็นตัวเองเพื่อกลายเป็นเหมือนคนในสังคมใหม่

แต่มันอาจหมายถึงการเรียนรู้ว่า เมื่อเราเข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่ใช้ร่วมกับผู้อื่น เราควรเข้าใจกติกาของพื้นที่นั้น และในขณะเดียวกันก็ยังสามารถตั้งคำถามกับสิ่งที่เราเห็นได้

จากถังขยะ ผมได้เรียนรู้เรื่องระบบ

จากระบบ ผมได้เรียนรู้เรื่องความรับผิดชอบ

จากความรับผิดชอบ ผมได้เรียนรู้เรื่องการคำนึงถึงผู้อื่น

และจากเรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้ ผมกลับมาคิดถึงเรื่องใหญ่ที่ผมสนใจมาตลอด นั่นคือ การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ

บางทีสันติภาพอาจไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นจากโต๊ะเจรจา การประชุมระหว่างประเทศ หรือถ้อยคำอันยิ่งใหญ่เสมอไป

แต่อาจเริ่มจากการมีสติในกิจวัตรประจำวันที่ธรรมดาที่สุด การทำหน้าที่ของเราให้ดี การเคารพกติกาที่ใช้ร่วมกัน และการคิดก่อนว่าการกระทำเล็ก ๆ ของเราจะส่งผลต่อคนที่อยู่รอบตัวอย่างไร

แม้กระทั่งในวินาทีสั้น ๆ ก่อนที่เราจะตัดสินใจว่า—

ขยะชิ้นนี้ควรลงถังไหน

Kleine Taten. Große Wirkung.
การกระทำเล็ก ๆ สร้างผลที่ยิ่งใหญ่ได้


หมายเหตุของผู้เขียน

บทความนี้เป็นการบันทึกประสบการณ์จากอพาร์ตเมนต์ที่ผู้เขียนพักอาศัยในกรุงเบอร์ลิน ตารางวันเก็บขยะ รูปแบบการจัดวางถัง และเหตุการณ์เกี่ยวกับเพื่อนบ้านและการเก็บขยะเป็นประสบการณ์เฉพาะของอาคารแห่งนี้ จึงไม่ควรนำไปใช้เหมารวมว่าเป็นรูปแบบเดียวกันในทุกอาคารหรือเป็นพฤติกรรมของชาวเบอร์ลินหรือชาวเยอรมันทั้งหมด

ข้อมูลเกี่ยวกับระบบจัดการขยะ สถานะและภารกิจของ BSR ตลอดจนยุทธศาสตร์ความยั่งยืนของกรุงเบอร์ลิน ได้ตรวจสอบเพิ่มเติมจากแหล่งข้อมูลทางการ

เอกสารอ้างอิง

Berliner Stadtreinigungsbetriebe. (2019). Die BSR als Managerin der Zero-Waste-Stadt. BSR Geschäftsbericht 2019. BSR Geschäftsbericht 2019⁠ 

Berliner Stadtreinigungsbetriebe. (2026). Kreislaufwirtschaft und Klimaschutz. BSR Geschäftsbericht 2025. BSR Geschäftsbericht 2025⁠

Berliner Stadtreinigungsbetriebe. (n.d.). „Weißt du die Tonne?“: Abfalltrennung in Berlin. BSR: Abfalltrennung in Berlin⁠

Land Berlin. (2025). Berliner Betriebe-Gesetz (BerlBG), § 3 Aufgaben. Berliner Vorschriften- und Rechtsprechungsdatenbank. Berliner Betriebe-Gesetz § 3⁠

Land Berlin. (2026). Nachhaltigkeitsstrategie des Landes Berlin. Senatsverwaltung für Mobilität, Verkehr, Klimaschutz und Umwelt. Nachhaltigkeitsstrategie des Landes Berlin⁠

Land Berlin. (2026, May 19). Senat beschließt Berliner Nachhaltigkeitsstrategie. Pressemitteilung des Berliner Senats⁠

หมายเหตุเรื่อง APA 7: ในร่างก่อนหน้านี้เราใช้รายการของ Umweltbundesamt หลายรายการโดยกำหนด n.d.-a, n.d.-b, n.d.-c ไว้ แต่ลำดับตัวอักษรยังมีจุดที่ต้องแก้ให้เป็นไปตาม APA 7 ผมจึงยังไม่ได้ใส่รายการเหล่านั้นกลับเข้ามาแบบเดิมโดยไม่ตรวจสอบก่อน เพื่อไม่ให้บทความฉบับสุดท้ายมี citation ผิดรายการ

ฉบับนี้ผมคิดว่า แกนเรื่องลงตัวแล้ว โดยเฉพาะการเดินเรื่องจากประสบการณ์จริง → ระบบเยอรมัน → BSR → Nachhaltigkeit → Achtsamkeit → Peace Studies ตอนต่อไปที่ควรทำคือผมตรวจ ประวัติกฎหมายขยะปี 1972 และ Verpackungsverordnung ปี 1991 จาก Umweltbundesamt ทีละแหล่ง แล้วใส่ APA 7 ให้ครบ เพื่อให้ฉบับที่จะเผยแพร่มีอ้างอิงทางวิชาการสมบูรณ์ครับ.


9.10.2026

จากความฝันสู่ประวัติศาสตร์: ตามรอย August Graf zu Eulenburg นายทหารปรัสเซียผู้เคยเดินทางมาถึงสยามในช่วงรัชกาลที่ 4

รูปนี้ผมใช้ ChatGPT สร้างขึ้นมา

เมื่อเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2569 ผมฝันว่าได้พบกับชายคนหนึ่ง

เขาแต่งกายด้วยเครื่องแบบที่ดูคล้ายเครื่องแบบทหารเยอรมันโบราณ ผมมองเห็นรูปร่างและเครื่องแต่งกายของเขา แต่กลับมองไม่เห็นใบหน้าชัดเจน

ผมจึงถามเขาว่า 

“ท่านเป็นใคร”

แต่เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้น

สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจยิ่งกว่า คือ ชายคนนั้นกลับพูดภาษาไทยกับผมได้ ผมจึงถามต่อไปว่า

“ทำไมท่านถึงพูดภาษาไทยได้”

เขาตอบผมเพียงสั้น ๆ ว่า

“ผมเคยไปสยาม ญี่ปุ่น และจีน”


จากนั้นผมก็ตื่นขึ้น และนอนคิดอยู่พักหนึ่งว่าความฝันนั้นกำลังจะบอกอะไรแก่ผมหรือไม่

แน่นอน ผมไม่ได้คิดว่าความฝันจะต้องเป็นลางบอกเหตุ บางทีมันอาจเป็นเพียงความฝันธรรมดาที่เกิดขึ้นแล้วผ่านไป แต่มีประโยคหนึ่งที่ติดอยู่ในความคิดของผมอย่างประหลาด


“เคยไปสยาม ญี่ปุ่น และจีน”


ผมเริ่มสงสัยขึ้นมาว่า ในประวัติศาสตร์เคยมีชาวเยอรมันคนใดเดินทางไปยังทั้งสามประเทศนี้ในภารกิจเดียวกันหรือไม่ 

และจากคำถามเล็ก ๆ เพียงคำถามเดียว ผมก็เริ่มค้นคว้าจนพบว่า เคยมีคณะราชทูตปรัสเซียที่เดินทางไปญี่ปุ่น จีน และสยาม เมื่อเกือบ 165 ปีแล้ว ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์


รูปของท่าน จาก Friedrich zu Eulenburg – Wikipedia


ไม่นานนัก ผมก็พบชื่อของท่าน Friedrich Albrecht Graf zu Eulenburg (มีอายุในช่วง ค.ศ.1815–1881) ราชการทูตแห่งปรัสเซีย ท่านได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะ Preußische Ostasien-Expedition หรือคณะปรัสเซียสู่เอเชียตะวันออก ซึ่งเดินทางระหว่าง ค.ศ. 1859–1862


ภารกิจของคณะครั้งนั้นไม่ได้เป็นเพียงการเดินทางสำรวจดินแดนต่าง ๆ แต่มีวัตถุประสงค์สำคัญด้านการทูตและการค้า โดยปรัสเซียต้องการสร้างความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับประเทศสำคัญในเอเชีย จุดหมายหลักของคณะ คือ ญี่ปุ่น จีน และสยาม


ท่าน Friedrich zu Eulenburg ได้รับการแต่งตั้งเป็นทูต เรียกในภาษาเยอรมันว่า Außerordentlicher Gesandter und Bevollmächtigter Minister หรือประมาณว่า “ราชทูตวิสามัญและรัฐมนตรีผู้มีอำนาจเต็ม” ซึ่งหมายความว่า ท่านมีอำนาจจากเจ้าแห่งปรัสเซียในการเจรจาและลงนามสนธิสัญญา เป็นช่วงปลายรัชสมัยพระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 4 แห่งปรัสเซีย จากที่อ่านข้อมูลต่าง ๆ ทางเน็ต ผลของภารกิจครั้งนั้น คือ การทำสนธิสัญญากับ 

ญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1861

จีน เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1861

และสยาม เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1862


ผมหยุดอ่านอยู่ตรงนี้พักหนึ่ง จึงคิดเข้าข้างตัวเองว่าฝันที่ผมเห็นนั้นน่าจะเป็นท่านผู้นี้แหละ


สยามในรัชกาลที่ 4 กับคณะ Eulenburg

เมื่อคณะของ Friedrich zu Eulenburg เดินทางมาถึงสยามในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่งของประวัติศาสตร์เอเชีย เนื่องจากจักรวรรดินิยมตะวันตกกำลังขยายตัว อังกฤษมีอำนาจมากขึ้นในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฝรั่งเศสก็เริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจังในอินโดจีน ขณะที่จีนและญี่ปุ่นต่างต้องเผชิญแรงกดดันจากมหาอำนาจตะวันตกในรูปแบบต่าง ๆ


สยามเองจึงต้องดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างระมัดระวัง การเปิดความสัมพันธ์กับปรัสเซียและรัฐเยอรมันจึงไม่ใช่เพียงเรื่องการค้า แต่ยังสามารถมองได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับมหาอำนาจหลายฝ่าย เพื่อไม่ให้สยามต้องพึ่งพาหรืออยู่ภายใต้อิทธิพลของประเทศใดประเทศหนึ่งมากจนเกินไป 

คณะของท่าน Eulenburg ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และหลังจากการเจรจาหลายสัปดาห์ ก็สามารถบรรลุ สนธิสัญญาไมตรี การค้า และการเดินเรือ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1862


สนธิสัญญาฉบับนี้ปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในเอกสารวางรากฐานของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับเยอรมนี (ผมทราบว่าฉบับจริงเก็บไว้ที่กระทรวงการต่างประเทศเยอรมัน ณ กรุงเบอร์ลิน)

เมื่ออ่านข้อมูลทางเน็ตถึงตรงนี้ ผมก็คิดขึ้นมาด้วยความเชื่อส่วนบุคคลของตัวเองว่า “ผมต้องหาสุสานของท่านและไปไหว้ท่านสักครั้งก่อนที่จะกลับไทย”

ดังนั้น ผมจึงเริ่มค้นต่อว่า Friedrich Albrecht Graf zu Eulenburg ถูกฝังอยู่ที่ไหน


ตามหาหลุมของท่านทูต Friedrich Albrecht Graf zu Eulenburg

ข้อมูลชีวประวัติระบุว่า Friedrich ที่หาจากเน็ต ระบุว่าเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1881 และถูกฝังที่เมือง Liebenberg ทางเหนือของกรุงเบอร์ลิน ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเบอร์ลิน ด้วยรถยนต์ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง 

ผมจึงตั้งใจไว้ว่า ก่อนที่ผมจะเดินทางกลับประเทศไทย ผมอยากหาโอกาสไปที่ Liebenberg เพื่อแสดงความเคารพต่อท่าน Friedrich zu Eulenburg ผู้ซึ่งเมื่อกว่า 160 ปีก่อนได้เดินทางมายังสยาม เข้าเฝ้ารัชกาลที่ 4 และลงนามในสนธิสัญญาที่ต่อมากลายเป็นส่วนหนึ่งของรากฐานความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเยอรมนี

อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงตำแหน่งหลุมจริงในพื้นที่ของตระกูลที่ Liebenberg ดูจะไม่ง่ายเหมือนสุสานสาธารณะทั่วไป จำเป็นต้องขออนุญาตก่อน


แต่ระหว่างค้นเรื่องท่าน Friedrich zu Eulenburg ผมกลับพบชื่ออีกชื่อหนึ่ง ชื่อที่ทำให้ผมสนใจมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม คือ 

ท่าน August Graf zu Eulenburg นายทหารหนุ่มในคณะราชทูต ท่านมีชีวิตระหว่าง ค.ศ. 1838 - 1921 เป็นหลานของ Friedrich Albrecht zu Eulenburg และเป็นสมาชิกของตระกูลขุนนางปรัสเซียที่มีบุคคลสำคัญอยู่ทั้งในกองทัพ การเมือง และราชสำนัก 


อันที่จริงในวันถัดมา ผมเปิดมือถือครั้งแรกในตอนเข้า ในมือถือผมเจอคำว่า August ผมงงอยู่นิดหน่อย เพราะตอนนี้มันเดือน September แล้ว ต่อมาในระหว่างวัน ผมก็ได้ยินคนพูด August อีก 2-3 ครั้ง ผมจึงเข้าใจด้วยสัญชาตญาณของตัวเองว่า August คือ สิ่งที่ผมจะต้องหา และแล้วมันก็ คือ ชื่อของท่าน August Graf zu Eulenburg 


ท่าน August Graf zu Eulenburg เป็นนายทหารปรัสเซีย ที่ร่วมคณะไปเอเชีย ท่านารับราชการอยู่ใน Garde-Regiment zu Fuß ซึ่งเป็นหนึ่งในกรมทหารรักษาพระองค์ของปรัสเซีย ในขณะที่ท่านร่วมเดินทางได้รับหน้าที่ในฐานะ Gesandtschafts-Attaché หรือ Attaché ประจำคณะราชทูต


พอผมมั่นใจว่าเป็นท่าน August ผมจึงตามหาสุสานของท่าน และผมก็เสริชเจอว่าสุสานของท่านอยู่ในเบอร์ลิน และไม่ไกลจากที่บ้านผมมากนัก


วันที่ 8 กันยายน 2026 เวลาประมาณ 15.30 น. ผมจึงออกเดินทางจากสถานี U9 Schloßstraße ผมนั่งรถไฟไปเปลี่ยนสายที่ Berliner Straße แล้วต่อ U7 ไปลงที่สถานี Mehringdamm ใช้เวลาเดินทางประมาณ 34 นาที เดินจากสถานีเดินต่ออีกไม่นานก็ถึงบริเวณกลุ่มสุสานเก่าชื่อ Friedhöfe vor dem Halleschen Tor ซึ่งพื้นที่แห่งนี้มีสุสานหลายแห่งอยู่ติดกัน ทั้ง Jerusalem und Neue Kirche, Dreifaltigkeit, Bethlehem และ Böhmischer Gottesacker ทำให้เมื่อเข้าไปครั้งแรก ผมรู้สึกว่ามันใหญ่และซับซ้อนกว่าที่คิด 


ผมรีบเดินไปที่ป้ายแผนผังสุสาน ถ่ายรูปและแล้วใช้ ChatGPT ช่วยอ่านข้อความและตามหาตำแหน่งของสุสานของตระกูล Eulenburg แต่ป้ายรายชื่อบุคคลสำคัญที่ผมเห็นในตอนแรกกลับไม่มีชื่อ August

แผนที่ของสุสานทั้งหมด ผมถ่ายจากป้ายประกาศ


ผมจึงเริ่มเดินหาเองหนึ่งรอบ แล้วก็อีกรอบ เดินไปตามทางเล็ก ทางใหญ่ ผ่านต้นไม้ ผ่านหลุมศพเก่า และกำแพงที่แบ่งสุสานแต่ละส่วนออกจากกัน 

ผมเดินวนอยู่ถึงสองรอบใหญ่ ก็ยังไม่พบ


ระหว่างที่กำลังเดินมองหาสุสานของท่านอยู่นั้น ผมก็คิดว่าสุสานในเยอรมนีไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ของความตาย ผมเริ่มคิดถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง 


สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย “สุสาน” อาจเป็นพื้นที่ที่เราจะเข้าไปก็ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็น เช่น งานศพ การไปเคารพบรรพบุรุษ หรือประกอบพิธีกรรมบางอย่าง


แต่ในเยอรมนีมีแนวคิดที่เรียกว่า Friedhofskultur หรืออาจแปลได้ว่า “วัฒนธรรมสุสาน”


สุสานในวัฒนธรรมเยอรมันไม่ได้มีความหมายเพียงสถานที่ฝังศพ แต่ยังเป็นพื้นที่ของ ความทรงจำ ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ ศิลปะ และการใคร่ครวญ 


สุสานเก่าหลายแห่งจึงมีต้นไม้ใหญ่ ทางเดิน ม้านั่ง ประติมากรรม และหลุมของบุคคลสำคัญ ผู้คนสามารถเข้าไปเดินอย่างสงบ อ่านหนังสือ นั่งพัก อ่านชื่อบนศิลาจารึก หรือศึกษาประวัติของผู้ที่เคยมีชีวิตอยู่ที่นั่นได้


แน่นอน ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ความเคารพต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัวของเขา 

เมื่อเข้าใจเช่นนี้ ผมจึงเริ่มมองการเดินในสุสานวันนั้นแตกต่างออกไป


ผมคิดว่ามันไม่ใช่เพียงการตามหาหลุมศพ แต่เหมือนการเดินเข้าไปในพื้นที่ที่ประวัติศาสตร์ยังคงปรากฏอยู่ตรงหน้า สุสานในฐานะพื้นที่ของ Collective Memory เมื่อเดินอยู่ท่ามกลางหลุมศพเก่าเหล่านั้น ผมเริ่มนึกถึงแนวคิดหนึ่งที่ผมสนใจจากมุมของสันติศึกษา อย่างที่ผมพูดไว้ คือ Collective Memory หรือความทรงจำร่วม


ในทัศนะส่วนตัวของผม คำว่า Collective Memory ไม่ได้หมายถึงเพียงความทรงจำของคนคนหนึ่ง แต่หมายถึงเรื่องราว เหตุการณ์ บุคคล และประสบการณ์ในอดีตที่สังคมเลือกจะจดจำ ถ่ายทอด และตีความร่วมกันจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ความทรงจำเหล่านั้นอาจถูกเก็บไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ ในพิพิธภัณฑ์ ในอนุสาวรีย์ ในชื่อถนน ในเอกสารเก่า ในพิธีรำลึก หรือแม้แต่ในสุสาน


เมื่อมองเช่นนี้ ผมเริ่มรู้สึกว่าสุสานเก่าในเบอร์ลินไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ที่เก็บร่างของผู้คนในอดีต แต่เป็นเสมือน คลังความทรงจำของสังคม ชื่อบนศิลาจารึกแต่ละแผ่นไม่ได้บอกเราเพียงว่าใครเกิดและเสียชีวิตเมื่อใด แต่หากเราหยุดอ่านและค้นต่อไป ชื่อเหล่านั้นอาจนำเราไปสู่เรื่องราวของสงคราม การเมือง การทูต วิทยาศาสตร์ ดนตรี ธุรกิจ หรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสังคมก็ได้ คนที่เคยมีชีวิต มีตำแหน่ง มีอำนาจ มีความรัก มีความฝัน หรือเคยเดินทางไปยังดินแดนอันห่างไกล วันหนึ่งก็เหลือเพียงชื่ออยู่บนหิน


แต่เรื่องราวของพวกท่านทั้งหมายสามารถกลับมามีความหมายอีกครั้งได้ เมื่อมีใครสักคนหยุดเดิน อ่านชื่อ และถามว่า 

“คนคนนี้คือใคร”


ในมุมของสันติศึกษา ความทรงจำร่วมมีความสำคัญอย่างมาก เพราะสังคมไม่ควรจดจำอดีตเพียงเพื่อยกย่องชัยชนะหรือวีรบุรุษของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเท่านั้น แต่ควรใช้ความทรงจำเพื่อ ทำความเข้าใจอดีต เรียนรู้จากความขัดแย้ง และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่แตกต่างกัน การระลึกถึงอดีตจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการยึดติดกับอดีต 


ในทางกลับกัน มันอาจเป็นวิธีหนึ่งในการช่วยให้เราเข้าใจปัจจุบันได้ดีขึ้น และสำหรับผมแล้ว การตามหา ท่าน August ในวันนั้นจึงเริ่มมีความหมายมากกว่าการไปเยี่ยมหลุมศพของนายทหารปรัสเซียคนหนึ่ง


มันค่อย ๆ กลายเป็นการเชื่อมและต่อเนื่องมาถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับเยอรมนีจากอดีตสู่ปัจจุบัน


บุคคลเหล่านั้นจากโลกนี้ไปนานแล้วแต่ความสัมพันธ์ที่พวกเขาเคยช่วยเปิดประตูไว้ยังคงเดินทางต่อข้ามเวลา และบางที นี่อาจเป็นคุณค่าหนึ่งของ Collective Memory


ไม่ใช่เพียงการถามว่า “อะไรเคยเกิดขึ้น” แต่เป็นการถามต่อว่า “สิ่งที่เคยเกิดขึ้นนั้น มีความหมายอะไรกับพวกเราในวันนี้”


ระหว่างทางที่กำลังเดินหาท่าน August แต่ยังไม่พบนั้น ผมกลับไปเจอสุสานครอบครัว Siemens เข้าโดยบังเอิญ

มันคือ สุสานของท่าน Werner von Siemens ผู้ก่อตั้งบริษัท Siemens ที่โด่งดังของเยอรมนี ผมจึงถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก


จากนั้นผมก็เดินค้นหาสุสานของท่าน August ต่อไปอีกสักพักหนึ่ง และแล้วผมก็พบชื่อ Eulenburg หลังจากเดินอยู่นาน ผมลองเดินต่อไปจนถึงอีกด้านหนึ่งของพื้นที่ และพบทางผ่านเข้าไปยังส่วนของ Dreifaltigkeit I


ที่นั่นมีป้ายข้อมูลอีกชุดหนึ่ง คราวนี้ชื่อที่ผมตามหาปรากฏอยู่จริง

August Graf zu Eulenburg และ Botho Graf zu Eulenburg



ในป้ายภาษาอังกฤษของสุสานยังระบุไว้ชัดเจนว่า “Of historic interest are the graves of Botho and August, Counts of Eulenburg.” (หลุมของ Botho และ August เคานต์แห่ง Eulenburg เป็นหลุมที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์)


ผมเดินตามแผนผังไปและไม่นานก็พบหลุมของคนที่ผมตามหามาตลอดบ่ายนั้น

บนแผ่นหินเก่ามีข้อความว่า (ดูรูปภาพที่ผมถ่ายเองกับมือ)



August

Graf zu Eulenburg

Minister des Kgl. Hauses

22. October 1838

18. Juni 1921


แผ่นหินผ่านกาลเวลามากว่าร้อยปี มีคราบ มีร่องรอยของอายุ แต่ตัวอักษรยังสามารถอ่านได้ 


ผมยืนมองอยู่ตรงนั้นพักหนึ่ง ผมพูดกันตัวเองว่า คนคนหนึ่งซึ่งเมื่อกว่า 160 ปีก่อนเคยเดินทางออกจากยุโรปเคยเห็นญี่ปุ่น เคยเห็นจีน และเคยเห็นสยามในรัชกาลที่ 4 ด้วยตาของตนเอง ท่านเป็นคนที่สร้างประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจลบเลือนได้ไปตลอดกาล วันนี้นอนสงบอยู่ตรงหน้าผมในกรุงเบอร์ลิน


ท่านเป็นนายทหารปรัสเซียและ Attaché หรือผู้ช่วยทูต ในฐานะของท่านขณะร่วมเดินทางเป็นรอยต่อระหว่างโลกของทหารกับโลกของการทูต หรือท่านอาจจะเป็นผู้ช่วยทูต (ฝ่ายทหาร) ก็ได้


หากใช้ศัพท์ทางประวัติศาสตร์อย่างเคร่งครัด ผมคิดว่าเราไม่ควรเรียกเขาย้อนหลังว่า Militärattaché หรือ ผู้ช่วยทูตทหาร เพราะเอกสารร่วมสมัยไม่ได้ใช้ตำแหน่งนั้น และผมยังไม่พบหลักฐานที่เพียงพอที่จะบอกว่าท่าน August ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ด้านการทหารโดยเฉพาะ


สิ่งที่ผมกล่าวได้อย่างมั่นใจกว่า คือ ท่าน August Graf zu Eulenburg เป็นหนึ่งในนายทหารปรัสเซียคนแรก ๆ ที่เดินทางมายังสยามในฐานะสมาชิกอย่างเป็นทางการของคณะทางการทูต


                                                    รูปหลุมศพของท่าน August และภริยา (ภาพผมถ่ายเอง)


เสียดายที่วันนี้ ผมไม่ได้เตรียมดอกไม้ไปให้ท่าน ผมยกมือไหว้และแสดงความเคารพต่อท่าน ในใจผมนึกขอบคุณชายชาวปรัสเซียคนหนึ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเดินทางมาถึงประเทศของผมในยุคที่การเดินทางจากยุโรปมายังเอเชียยังยาวนานและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน


ผมจึงบอกกับท่านในใจว่า “ผมจะกลับมาอีกครั้งครับ และครั้งหน้าจะนำดอกไม้มาให้” 

ก่อนเดินออกจากบริเวณสุสานนั้น ผมอดถามตัวเองไม่ได้ว่า ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งร้อยปีที่ท่าน August นอนอยู่ที่นี่ จะเคยมีคนไทยสักกี่คนเดินมาหยุดอยู่หน้าหลุมศพของท่าน 


จะเคยมีใครจากประเทศที่ในสมัยของท่านเรียกว่า Siam มาบอกท่านหรือไม่ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเยอรมันที่คณะของท่านมีส่วนช่วยวางรากฐานไว้นั้น ยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1862 มีการลงนามสนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝ่ายรัฐเยอรมัน (ปรัสเซีย) เวลาผ่านมากว่า 160 ปี วันนี้ประเทศไทยกับเยอรมนียังคงมีความสัมพันธ์ระหว่างกันในหลายมิติ ทั้งการทูต เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ การศึกษา วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ


เมื่อมองจากมุมของ Collective Memory การมาหยุดอยู่หน้าหลุมศพของท่าน August ในวันนั้น สำหรับผมจึงเหมือนการทำให้ความทรงจำส่วนเล็ก ๆ ที่เชื่อมระหว่างสยามกับปรัสเซียกลับมามีชีวิตอีกครั้ง อย่างน้อยก็ในความรับรู้ของคนไทยคนหนึ่ง และหาก Collective Memory คือ การส่งต่อความหมายของอดีตจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง การเขียนเรื่องนี้ไว้ก็คงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ผมจะช่วยส่งต่อความทรงจำนั้น เพื่อไม่ให้ชื่อของผู้ที่เคยเดินทางมาสยามเมื่อกว่า 160 ปีก่อนเลือนหายไปพร้อมกับกาลเวลา


ความฝันในเช้าวันที่ 6 กันยายนดูเหมือนจะยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ ผมยังตั้งใจว่า ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย จะพยายามไปยังเมือง Liebenberg เพื่อแสดงความเคารพต่อท่าน Friedrich Albrecht Graf zu Eulenburg หัวหน้าคณะราชทูตผู้เดินทางมาสยาม ผู้ที่เคยเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และลงนามในสนธิสัญญาที่กลายเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับปรัสเซีย


อย่างไรก็ตาม ผมยังไม่รู้ว่าชายในความฝันคือใคร ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความฝันนั้นต้องการบอกอะไรแก่ผมหรือไม่ บางทีอาจเป็นเพียงความฝันธรรมดา แต่สำหรับผม สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเป็นเรื่องจริง 

ความฝันครั้งหนึ่งทำให้ผมเริ่มอ่าน เริ่มค้นเอกสาร เริ่มตั้งคำถาม


ก่อนเดินออกจากสุสาน ผมจึงกล่าวกับท่านในใจว่า ขอขอบคุณท่านและคณะ ที่ได้มีส่วนเปิดประตูแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับปรัสเซีย ซึ่งสืบเนื่องมาเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับเยอรมนีในปัจจุบัน


และด้วยความเชื่อส่วนบุคคลของผม ขอให้ท่านช่วยคุ้มครองและส่งพลังแห่งมิตรไมตรี ให้ประเทศไทยและเยอรมนีได้ช่วยเหลือ เกื้อกูล และเป็นมิตรที่ดีต่อกันตราบนานเท่านานครับ


ณัฐพล จารัตน์

ถนน Forststr. 50 ณ กรุงเบอร์ลิน

อากาศเย็นของคืนวันที่ 10 ตุลาคม 2569

9.04.2026

"สันติภาพกับพุทธศาสนา: แนวคิดของโยฮัน กัลตุง (Johan Galtung) กับพุทธสันติวิธีและสันติศึกษา" จากบทความวิชาการของผมในวารสารวารสารปราชญ์ประชาคม

ผมเคยอ่านบทความและหนังสือของศาสตรจาร์โยฮัน กัลตุง มาพอสมควร ในช่วงที่ท่านยังมีชีวิตอยู่และยังเล่น twitter ผมติดต่อพูดคุยกับท่าน และได้เข้าใจความตั้งมั่นเรื่องส่งเสริมการศึกษาสันติภาพของท่าน ผมจึงถือว่ามีวาสนาที่ยังได้พูดคุยกับนั้นผ่านโลกออนไลน์ ท่านให้บทความบทความหนึ่งชื่อ Peace and Buddhism ที่ท่านให้ทัศนะไว้ แม้จะเป็นบทความที่เขียนมากกว่า 30 ปีก็ตาม แต่ยังคงมีความร่วมสมัยในตัวของมันเองอยู่เสมอ ผมจึงหยิบมันขึ้นมาเพื่อนำเสนอในเชิงวิชาการสันติศึกษาและพุทธศาสนา และส่งไปตีพิมพ์ในวารสารปราชญ์ประชาคม และได้รับการตีพิมพ์ในฉบับปีที่ 3 ฉบับที่ 1 (2568): มกราคม-กุมภาพันธ์ ชื่อบทความ "สันติภาพกับพุทธศาสนา: การพิจารณาเชิงแนวคิดจากมุมมองของโยฮัน กัลตุง" ซึ่งเข้าอ่านออนไลน์ได้จากลิ้งก์นี้ (https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/1683)

ภาพหน้าปกจากเว็บไซต์ของวารสารปราชญ์ประชาคม
 (https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/1683)

ผมระบุสถานะในบทความนี้ว่า ผู้ไกล่เกลี่ยตาม พ.ร.บ.การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 กระทรวงยุติธรรม เพราะผมมีบัตรประจำตัวผู้ไกล่เกลี่ยที่ยังไม่หมดอายุในขณะเวลานั้น ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งงานใด ๆ ของกระทรวงยุติธรรม บางท่านอาจจะเข้าใจผิดได้จึงขอเรียนไว้ ณ ที่นี้ 

สำหรับวันนี้ ผมขอนำเสนอบทความนี้อีกครั้ง แต่ผมคงไม่ได้พิมพ์อะไรเพิ่มเติม เพียงจะนำบทความมาลงให้ผู้ที่สนใจและมีประโยชน์ต่อการศึกษาทางสันติศึกษาและพุทธศาสนาได้เข้ามาเยี่ยมชม โดยเฉพาะนักวิชาการและนิสิตของมหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สถาบันที่ประสิทประสาทวิชาสันติศึกษาและพระพุทธศาสนาให้แก่ผม ผมคิดว่ามันเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจและหวังว่าจะมีคนแลกเปลี่ยนนำแนวคิดของนักวิชาการฝั่งตะวันตกท่านนี้ไปขยายและศึกษาอย่างกว้างขวางให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมและวัฒนธรรมสันติสุขของประเทศไทยของเราครับ


บทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

สันติภาพกับพุทธศาสนา: การพิจารณาเชิงแนวคิดจากมุมมองของโยฮัน กัลตุง

บทความนี้วิเคราะห์บทบาทของพุทธศาสนาในการสร้างสันติภาพ โดยพิจารณาผ่านกรอบแนวคิดของโยฮัน กัลตุง และเปรียบเทียบแนวคิดเรื่องสันติภาพของพุทธศาสนากับแนวคิดทางสันติภาพศึกษาของกัลตุง พุทธศาสนาให้ความสำคัญกับ “สันติภาพภายใน” (Inner peace) ผ่านการลดกิเลส การพัฒนาจิตใจ และการสร้างความสมดุลภายใน โดยถือว่าสันติภาพภายในเป็นรากฐานที่จะนำไปสู่ “สันติภาพภายนอก” (Outer peace) ขณะที่กัลตุงเสนอแนวคิด “สันติภาพเชิงบวก” (Positive peace) ซึ่งมิได้หมายถึงเพียงการไม่มีสงครามหรือความรุนแรงทางตรงเท่านั้น แต่รวมถึงการลดและขจัดความรุนแรงเชิงโครงสร้างและความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม เพื่อสร้างสังคมที่มีความยุติธรรม ความเท่าเทียม และเปิดโอกาสให้มนุษย์สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่

1. พุทธศาสนากับการสร้างสันติภาพ

ความขัดแย้งและความรุนแรงเป็นปัญหาที่ดำรงอยู่คู่กับมนุษยชาติมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างด้านชนชั้น เชื้อชาติ หรือศาสนา มนุษย์ต่างแสวงหาสันติสุขเพื่อยุติความทุกข์และสร้างความยั่งยืนให้แก่การดำรงชีวิต อย่างไรก็ตาม การบรรลุสันติภาพในโลกที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จำเป็นต้องอาศัยทั้งปัญญาและกระบวนการพัฒนาในระดับบุคคลและระดับโครงสร้างของสังคม

พุทธศาสนาเสนอแนวทางการสร้างสันติภาพโดยเริ่มต้นที่จิตใจของมนุษย์ การปฏิบัติธรรม การลดกิเลส การสร้างสมดุลทางอารมณ์ และการเจริญสติเป็นพื้นฐานของสันติภาพภายใน เมื่อบุคคลสามารถระงับต้นเหตุของความรุนแรงภายในจิตใจได้ ความรุนแรงก็จะไม่ขยายออกไปสู่ภายนอก หลักอริยสัจ 4 ช่วยให้มนุษย์มองเห็นต้นเหตุของทุกข์และแนวทางดับทุกข์ ขณะที่มรรค 8 เป็นแนวทางนำไปสู่ความสมดุล หลักอหิงสาเน้นการไม่เบียดเบียน และพรหมวิหาร 4 ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เป็นหลักสำคัญในการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข การปฏิบัติเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นผ่านการฝึกสมาธิ การทำกิจกรรมเพื่อสังคม การสร้างความเข้าใจระหว่างกลุ่มคน และการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

เป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนาในเรื่องสันติภาพจึงมีความลึกซึ้งถึงระดับจิตใจและการดับกิเลส คือ “นิพพาน” โดยเริ่มต้นจากสันติภาพในระดับปัจเจกก่อน แล้วจึงส่งผลต่อสังคมและโลก พุทธศาสนาไม่ได้มองสันติภาพว่าเป็นเพียงการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งหรือการไม่มีความรุนแรงเท่านั้น แต่เป็นการพัฒนาจิตใจอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งในระดับบุคคลและระดับสังคม

2. โยฮัน กัลตุง และการบุกเบิกสันติภาพศึกษา

โยฮัน กัลตุงได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งสันติภาพศึกษา” (Father of peace studies) เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับสันติภาพและการแก้ไขความขัดแย้งอย่างเป็นระบบ แรงจูงใจของเขามีรากฐานจากประสบการณ์ชีวิต กัลตุงเกิดเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1930 ณ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ และในวัยเด็กต้องเผชิญความรุนแรงจากสงครามโลกครั้งที่สอง โดยบิดาของเขาถูกจับกุมโดยทหารนาซีเยอรมนี ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เขาตระหนักถึงผลกระทบของสงครามและความไม่ยุติธรรม และนำไปสู่การอุทิศชีวิตเพื่อค้นหาแนวทางแก้ไขความขัดแย้งอย่างยั่งยืน

กัลตุงศึกษาคณิตศาสตร์และสังคมวิทยา ความสนใจในโครงสร้างและความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลทำให้เขาสามารถวิเคราะห์ความขัดแย้งอย่างเป็นระบบ ในปี ค.ศ. 1959 เขาก่อตั้งสถาบันวิจัยสันติภาพแห่งออสโล หรือ PRIO และในปี ค.ศ. 1964 ก่อตั้งวารสาร Journal of Peace Research เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ด้านสันติภาพในระดับสากล กัลตุงพัฒนาทฤษฎีสำคัญ เช่น ทฤษฎีสามเหลี่ยมแห่งความรุนแรงและแนวคิดสันติภาพเชิงบวก ซึ่งมีอิทธิพลอย่างกว้างขวางต่อสันติภาพศึกษา แม้กัลตุงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2024 แต่มรดกทางความคิดของเขายังคงมีอิทธิพลต่อการศึกษาสันติภาพและการแก้ไขความขัดแย้ง

3. ความหมายของสันติภาพในมุมมองของกัลตุง

กัลตุงให้ความหมายว่าสันติภาพคือการไร้ซึ่งความรุนแรง (Absence of violence) โดยแบ่งความรุนแรงออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

ความรุนแรงทางตรง (Direct violence) คือความรุนแรงที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน เช่น การทำร้ายร่างกาย การข่มเหง การโจมตี การใช้กำลัง การสงคราม หรือการสังหาร

ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (Structural violence) คือความรุนแรงที่ฝังอยู่ในโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคม เช่น ความไม่เท่าเทียม ความยากจน การปิดกั้นโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร สิทธิขั้นพื้นฐาน และการเลือกปฏิบัติ

ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม (Cultural violence) คือค่านิยม ความเชื่อ หรืออุดมการณ์ที่สนับสนุนหรือสร้างความชอบธรรมให้แก่ความรุนแรงทางตรงและเชิงโครงสร้าง เช่น การยอมรับการใช้กำลังเป็นวิธีแก้ปัญหา การเหมารวมว่าคนบางกลุ่มด้อยกว่ากลุ่มอื่น หรือการใช้ศาสนาและวัฒนธรรมเป็นข้ออ้างในการกดขี่

ในภาพทฤษฎีสามเหลี่ยมแห่งความรุนแรงของบทความ ความรุนแรงทางตรงเป็นส่วนที่มองเห็นได้ เช่น สงคราม การฆ่าฟัน และการทำร้ายร่างกาย ส่วนความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมและเชิงโครงสร้างเป็นส่วนที่มองไม่เห็น โดยด้านวัฒนธรรมประกอบด้วยศาสนา ความเชื่อ และค่านิยม ส่วนด้านโครงสร้างประกอบด้วยเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ความรุนแรงทั้งสามมีความสัมพันธ์กัน ความรุนแรงเชิงโครงสร้างสามารถเป็นพื้นฐานให้ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมดำรงอยู่ และทั้งสองส่วนอาจนำไปสู่ความรุนแรงทางตรง

4. สันติภาพเชิงบวก

กัลตุงแยก “สันติภาพเชิงลบ” (Negative peace) ซึ่งหมายถึงการไม่มีสงครามหรือความรุนแรงทางตรง ออกจาก “สันติภาพเชิงบวก” (Positive peace) ซึ่งหมายถึงสภาพของความกลมเกลียว ความยุติธรรม และโครงสร้างทางสังคมที่ส่งเสริมความเป็นธรรมและโอกาสในการพัฒนาของมนุษย์ทุกคน

องค์ประกอบสำคัญของสันติภาพเชิงบวกประกอบด้วย ความยุติธรรมทางสังคม เช่น การกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม การลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสที่เท่าเทียม ความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของทุกคนโดยปราศจากอุปสรรคด้านเชื้อชาติ ศาสนา หรือวัฒนธรรม และความยั่งยืนของระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม กัลตุงจึงมองว่าสันติภาพเชิงบวกไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมาย แต่เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการสร้างโครงสร้างและวัฒนธรรมที่สนับสนุนการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

5. พุทธศาสนาในมุมมองของกัลตุง

กัลตุงสนใจพุทธศาสนาในเชิงปรัชญา เพราะเห็นว่ามีแนวคิดเกี่ยวกับการลดความรุนแรงและการสร้างสันติภาพตั้งแต่ระดับปัจเจกไปจนถึงระดับโครงสร้างและวัฒนธรรม การดับทุกข์ การลดกิเลส การฝึกจิตใจ การเจริญสติและสมาธิสอดคล้องกับความคิดว่าสันติภาพที่แท้จริงต้องเริ่มจากภายใน ขณะเดียวกันพุทธศาสนาไม่ได้จำกัดสันติภาพไว้เพียงการไม่มีสงคราม แต่เชื่อมโยงกับการสร้างสังคมที่สมดุลและยุติธรรม

กัลตุงไม่ได้ยึดมั่นในศาสนาใดศาสนาหนึ่งโดยเฉพาะ แต่สนใจศาสนาในฐานะแนวทางที่สามารถนำมาใช้ส่งเสริมสันติภาพและลดความรุนแรง โดยมองว่าแต่ละศาสนามีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ศาสนาจึงไม่ใช่เพียงระบบความเชื่อ แต่สามารถเป็นเครื่องมือสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมหากได้รับการตีความและประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม

ตารางที่ 1 จุดแข็งของพุทธศาสนาในการสร้างสันติภาพตามทัศนะของโยฮัน กัลตุง 20 ประการ

มุมมองของกัลตุงเหตุผล
1. หลักอนัตตา (Non self-doctrine)มนุษย์ไม่มีตัวตนที่เป็นแก่นแท้ ทุกสิ่งเชื่อมโยงกัน ช่วยลดความเห็นแก่ตัวและส่งเสริมความสามัคคี
2. หลักอหิงสา (Nonviolence)ละเว้นการทำร้ายชีวิต เน้นความสัมพันธ์ที่สงบสุขและเคารพชีวิตทุกชนิด
3. เมตตากรุณา (Compassion)ความเห็นอกเห็นใจสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับบุคคลและสังคม
4. เป้าหมายเพื่อการหลุดพ้นร่วมกัน (Collective liberation)พัฒนาตนเองและผู้อื่นอย่างสมดุล ส่งเสริมความร่วมมือในสังคมและระหว่างประเทศ
5. ความอดทนอดกลั้น (Tolerance)เปิดรับความแตกต่าง ช่วยลดความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมและศาสนา
6. ทางสายกลาง (Middle way)หลีกเลี่ยงความสุดโต่งและสร้างสมดุลในชีวิตและสังคม
7. การใช้ทรัพยากรอย่างพอเหมาะ (Sustainable living)สร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
8. ความสำคัญของหน่วยเล็ก (Small units)ชุมชนและครอบครัวเป็นหน่วยที่ง่ายต่อการแก้ปัญหาและสร้างสันติภาพ
9. มุมมององค์รวม (Holism)มองธรรมชาติ มนุษย์ และสังคมในความสัมพันธ์เชื่อมโยง
10. ความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง (Interconnectedness)ทุกสิ่งเชื่อมโยงกัน ช่วยสร้างความเข้าใจและลดความขัดแย้งระดับโลก
11. ความไม่มีตัวตนที่แยกออก (No divine authority)สันติภาพต้องเกิดจากการกระทำของมนุษย์เอง โดยไม่พึ่งอำนาจเหนือธรรมชาติ
12. กระบวนการสองทาง (Two-way interaction)มนุษย์และโลกมีอิทธิพลต่อกัน การสร้างสันติภาพจึงต้องเปลี่ยนทั้งภายในและภายนอก
13. หลักอนิจจัง (Impermanence)ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การวางแผนต้องปรับตามความเปลี่ยนแปลง
14. ความเชื่อมโยงเชิงซับซ้อน (Complex networks)ทุกระบบสัมพันธ์กัน การเปลี่ยนแปลงต้องคำนึงถึงผลกระทบหลายมิติ
15. การยอมรับความขัดแย้ง (Acceptance of contradictions)ความขัดแย้งไม่จำเป็นต้องถูกกำจัด แต่สามารถอยู่ร่วมกันในความหลากหลาย
16. การจัดการแบบไม่ลำดับชั้น (Non-hierarchical thinking)ทุกจุดเชื่อมโยงกัน ส่งเสริมการคิดแบบองค์รวม
17. ทัศนคติเชิงบวก (Optimism)ทุกคนมีศักยภาพในการพัฒนาและบรรลุธรรมะ
18. กระบวนทัศน์แบบวงจร (Cyclic paradigm)ความสำเร็จหรือความล้มเหลวไม่ใช่สิ่งถาวร
19. ความพยายามที่ไม่หยุดยั้ง (Continuous effort)สนับสนุนการพัฒนาตนเองและความพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างสันติภาพ
20. นิพพานคือสันติภาพ (Nirvana as peace)นิพพานเป็นสภาวะสมดุลและสงบสุข เป็นเป้าหมายสูงสุดของสันติภาพ

ในอีกด้านหนึ่ง กัลตุงชี้ให้เห็นว่าพุทธศาสนามีข้อจำกัดบางประการในการนำมาใช้สร้างสันติภาพ โดยเฉพาะเมื่อเผชิญปัญหาที่อยู่ในระดับโครงสร้างของสังคม

ตารางที่ 2 จุดอ่อนของพุทธศาสนาในการสร้างสันติภาพตามทัศนะของโยฮัน กัลตุง 6 ประการ

มุมมองของกัลตุงเหตุผล
1. ความอดทนเกินไป (Excessive tolerance)อาจนำไปสู่การยอมรับระบบที่มีความรุนแรงหรือไม่เป็นธรรม รวมถึงการร่วมมือกับระบบการปกครองที่ไม่สนับสนุนสันติภาพ
2. การยอมรับโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม (Acceptance of structural violence)อาจไม่ท้าทายความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจหรือสังคม ทำให้ความยากจนและความไม่เท่าเทียมดำรงอยู่
3. การถอยห่างจากสังคม (Social withdrawal)การเน้นการพัฒนาตนเองในกลุ่มเล็กอาจลดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมวงกว้าง
4. การประนีประนอมกับอำนาจ (Compromising with power)อาจยอมรับความไม่ยุติธรรมทางการเมืองหรือเศรษฐกิจเพื่อรักษาอิสรภาพทางศาสนา
5. การยอมรับความเสื่อมตามวงจร (Acceptance of decline)อาจปล่อยให้สถานการณ์แย่ลงโดยไม่พยายามเปลี่ยนแปลง เพราะเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ จะดีขึ้นในอนาคต
6. การกลายเป็นพิธีกรรม (Ritualization)พุทธศาสนาอาจถูกลดเหลือเพียงพิธีกรรมที่ไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตจริง ทำให้ศาสนาหยุดพัฒนาหรือเสื่อมถอย

6. เป้าหมายสูงสุดของสันติภาพ

เป้าหมายสันติภาพของกัลตุงไม่ได้มีลักษณะเป็นจุดหมายปลายทางที่สิ้นสุด แต่เป็นกระบวนการที่มีพลวัต ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างและวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อขจัดความรุนแรงทางตรง ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง และความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม พร้อมสร้างโครงสร้างสังคมที่มีความยุติธรรม ส่งเสริมความร่วมมือ ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วมในทุกระดับ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สังคม และธรรมชาติต้องอยู่ในภาวะสมดุลและยั่งยืน กัลตุงจึงมองว่าสันติภาพไม่มีจุดจบหรือความสมบูรณ์แบบตายตัว แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องในการลดช่องว่างระหว่างศักยภาพกับความเป็นจริงของมนุษย์

ส่วนพุทธศาสนากำหนดเป้าหมายสูงสุดไว้ที่ “นิพพาน” ซึ่งเป็นการดับทุกข์ หลุดพ้นจากความวุ่นวาย ความปรารถนา ความยึดติด และวัฏสงสาร บทความกล่าวถึงนิพพานสองประเภท คือ สอุปาทิเสสนิพพาน หมายถึงการดับทุกข์ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ และอนุปาทิเสสนิพพาน หมายถึงการดับทุกข์หลังจากการตาย ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงพิจารณาว่าความแตกต่างที่ชัดเจนคือ สันติภาพตามแนวพุทธศาสนาครอบคลุมทั้งสันติภาพขณะมีชีวิตและหลังการเสียชีวิต ขณะที่สันติภาพในแนวคิดของกัลตุงเน้นมนุษย์ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่และการไม่สร้างความรุนแรงต่อตนเองและสังคม

7. สรุปและข้อเสนอแนะของบทความ

บทความสรุปว่า พุทธศาสนาและแนวคิดของกัลตุงมีเป้าหมายร่วมกันคือการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน แต่มีจุดเน้นแตกต่างกัน พุทธศาสนาเริ่มต้นจากสันติภาพภายใน ผ่านการปฏิบัติธรรม การลดกิเลส และการสร้างสมดุลทางจิตใจ เพื่อให้สันติภาพภายในขยายไปสู่สันติภาพภายนอก ส่วนกัลตุงมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม ลดความรุนแรงเชิงโครงสร้างและเชิงวัฒนธรรม เพื่อสร้างความยุติธรรมและความเท่าเทียม แนวคิดทั้งสองจึงสามารถเกื้อกูลกันได้ พุทธศาสนาช่วยพัฒนาจิตใจของปัจเจกบุคคล ขณะที่แนวคิดของกัลตุงช่วยปรับปรุงโครงสร้างทางสังคมให้เอื้อต่อความสงบสุข

สำหรับสังคมไทย บทความเสนอให้ส่งเสริมการฝึกสติและการพัฒนาจิตใจในระดับบุคคล เพื่อลดแนวโน้มของความขัดแย้งและความรุนแรง ควบคู่กับการปรับปรุงนโยบายด้านความยุติธรรมเชิงโครงสร้าง การกระจายทรัพยากรอย่างเท่าเทียม และการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้น รวมถึงส่งเสริมการเจรจาและความเข้าใจระหว่างกลุ่มคนในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและศาสนา

ในระดับชุมชน ควรจัดกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์อันดี เช่น เวทีสนทนาระหว่างกลุ่มที่มีความคิดเห็นแตกต่าง และสร้างกรอบความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนนโยบายสันติภาพ นอกจากนี้ ควรนำแนวคิดพุทธศาสนาและสันติภาพเข้าสู่หลักสูตรการศึกษา เพื่อสร้างความเข้าใจในการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

สำหรับการศึกษาวิจัย บทความเสนอให้ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างสันติภาพภายในและภายนอก รวมถึงผลของการปฏิบัติธรรม เช่น การเจริญสติ ต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและการลดความขัดแย้งในชุมชน ควรพัฒนากรอบวิเคราะห์ที่นำหลักอริยสัจ 4 และพรหมวิหาร 4 มาผสานกับแนวคิดของกัลตุง และศึกษาการสร้างสันติภาพในสังคมพหุวัฒนธรรมโดยใช้ทางสายกลางและอหิงสาเป็นแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างสงบ

กล่าวโดยสรุปตามบทความ แนวคิดพุทธศาสนาและแนวคิดของโยฮัน กัลตุงมีศักยภาพในการส่งเสริมความสงบสุขทั้งในระดับบุคคลและระดับโครงสร้าง การนำมิติทางจิตวิญญาณและมิติทางโครงสร้างมาผสานกันเป็นแนวทางในการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน ขณะที่การพัฒนาองค์ความรู้และการวิจัยด้านพุทธศาสนาและสันติศึกษาจะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับสังคมไทยและสังคมโลกไปสู่ความสงบสุขและความยั่งยืนในระยะยาว

ณัฐพล จารัตน์

กรุงเบอร์ลิน 

04.09.2569

มืดครึ้ม ฝนตก และเริ่มหนาววันแรก 14 องศา

09:42 am