เมื่อเช้าตรู่ของวันอาทิตย์ที่ 6 กันยายน 2569 ผมฝันว่าได้พบกับชายคนหนึ่ง
เขาแต่งกายด้วยเครื่องแบบที่ดูคล้ายเครื่องแบบทหารเยอรมันโบราณ ผมมองเห็นรูปร่างและเครื่องแต่งกายของเขา แต่กลับมองไม่เห็นใบหน้าชัดเจน
ผมจึงถามเขาว่า
“ท่านเป็นใคร”
แต่เขาไม่ได้ตอบคำถามนั้น
สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจยิ่งกว่า คือ ชายคนนั้นกลับพูดภาษาไทยกับผมได้ ผมจึงถามต่อไปว่า
“ทำไมท่านถึงพูดภาษาไทยได้”
เขาตอบผมเพียงสั้น ๆ ว่า
“ผมเคยไปสยาม ญี่ปุ่น และจีน”
จากนั้นผมก็ตื่นขึ้น และนอนคิดอยู่พักหนึ่งว่าความฝันนั้นกำลังจะบอกอะไรแก่ผมหรือไม่
แน่นอน ผมไม่ได้คิดว่าความฝันจะต้องเป็นลางบอกเหตุ บางทีมันอาจเป็นเพียงความฝันธรรมดาที่เกิดขึ้นแล้วผ่านไป แต่มีประโยคหนึ่งที่ติดอยู่ในความคิดของผมอย่างประหลาด
“เคยไปสยาม ญี่ปุ่น และจีน”
ผมเริ่มสงสัยขึ้นมาว่า ในประวัติศาสตร์เคยมีชาวเยอรมันคนใดเดินทางไปยังทั้งสามประเทศนี้ในภารกิจเดียวกันหรือไม่
และจากคำถามเล็ก ๆ เพียงคำถามเดียว ผมก็เริ่มค้นคว้าจนพบว่า เคยมีคณะราชทูตปรัสเซียที่เดินทางไปญี่ปุ่น จีน และสยาม เมื่อเกือบ 165 ปีแล้ว ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ไม่นานนัก ผมก็พบชื่อของท่าน Friedrich Albrecht Graf zu Eulenburg (มีอายุในช่วง ค.ศ.1815–1881) ราชการทูตแห่งปรัสเซีย ท่านได้รับมอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะ Preußische Ostasien-Expedition หรือคณะปรัสเซียสู่เอเชียตะวันออก ซึ่งเดินทางระหว่าง ค.ศ. 1859–1862
ภารกิจของคณะครั้งนั้นไม่ได้เป็นเพียงการเดินทางสำรวจดินแดนต่าง ๆ แต่มีวัตถุประสงค์สำคัญด้านการทูตและการค้า โดยปรัสเซียต้องการสร้างความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการกับประเทศสำคัญในเอเชีย จุดหมายหลักของคณะ คือ ญี่ปุ่น จีน และสยาม
ท่าน Friedrich zu Eulenburg ได้รับการแต่งตั้งเป็นทูต เรียกในภาษาเยอรมันว่า Außerordentlicher Gesandter und Bevollmächtigter Minister หรือประมาณว่า “ราชทูตวิสามัญและรัฐมนตรีผู้มีอำนาจเต็ม” ซึ่งหมายความว่า ท่านมีอำนาจจากเจ้าแห่งปรัสเซียในการเจรจาและลงนามสนธิสัญญา เป็นช่วงปลายรัชสมัยพระเจ้าฟรีดริช วิลเฮล์มที่ 4 แห่งปรัสเซีย จากที่อ่านข้อมูลต่าง ๆ ทางเน็ต ผลของภารกิจครั้งนั้น คือ การทำสนธิสัญญากับ
ญี่ปุ่น เมื่อวันที่ 24 มกราคม ค.ศ. 1861
จีน เมื่อวันที่ 2 กันยายน ค.ศ. 1861
และสยาม เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1862
ผมหยุดอ่านอยู่ตรงนี้พักหนึ่ง จึงคิดเข้าข้างตัวเองว่าฝันที่ผมเห็นนั้นน่าจะเป็นท่านผู้นี้แหละ
สยามในรัชกาลที่ 4 กับคณะ Eulenburg
เมื่อคณะของ Friedrich zu Eulenburg เดินทางมาถึงสยามในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เป็นช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่งของประวัติศาสตร์เอเชีย เนื่องจากจักรวรรดินิยมตะวันตกกำลังขยายตัว อังกฤษมีอำนาจมากขึ้นในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ฝรั่งเศสก็เริ่มเข้ามามีบทบาทอย่างจริงจังในอินโดจีน ขณะที่จีนและญี่ปุ่นต่างต้องเผชิญแรงกดดันจากมหาอำนาจตะวันตกในรูปแบบต่าง ๆ
สยามเองจึงต้องดำเนินนโยบายต่างประเทศอย่างระมัดระวัง การเปิดความสัมพันธ์กับปรัสเซียและรัฐเยอรมันจึงไม่ใช่เพียงเรื่องการค้า แต่ยังสามารถมองได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างเครือข่ายความสัมพันธ์กับมหาอำนาจหลายฝ่าย เพื่อไม่ให้สยามต้องพึ่งพาหรืออยู่ภายใต้อิทธิพลของประเทศใดประเทศหนึ่งมากจนเกินไป
คณะของท่าน Eulenburg ได้เข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และหลังจากการเจรจาหลายสัปดาห์ ก็สามารถบรรลุ สนธิสัญญาไมตรี การค้า และการเดินเรือ เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1862
สนธิสัญญาฉบับนี้ปัจจุบันถือเป็นหนึ่งในเอกสารวางรากฐานของความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยกับเยอรมนี (ผมทราบว่าฉบับจริงเก็บไว้ที่กระทรวงการต่างประเทศเยอรมัน ณ กรุงเบอร์ลิน)
เมื่ออ่านข้อมูลทางเน็ตถึงตรงนี้ ผมก็คิดขึ้นมาด้วยความเชื่อส่วนบุคคลของตัวเองว่า “ผมต้องหาสุสานของท่านและไปไหว้ท่านสักครั้งก่อนที่จะกลับไทย”
ดังนั้น ผมจึงเริ่มค้นต่อว่า Friedrich Albrecht Graf zu Eulenburg ถูกฝังอยู่ที่ไหน
ตามหาหลุมของท่านทูต Friedrich Albrecht Graf zu Eulenburg
ข้อมูลชีวประวัติระบุว่า Friedrich ที่หาจากเน็ต ระบุว่าเสียชีวิตในปี ค.ศ. 1881 และถูกฝังที่เมือง Liebenberg ทางเหนือของกรุงเบอร์ลิน ใช้เวลาเดินทางจากกรุงเบอร์ลิน ด้วยรถยนต์ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง
ผมจึงตั้งใจไว้ว่า ก่อนที่ผมจะเดินทางกลับประเทศไทย ผมอยากหาโอกาสไปที่ Liebenberg เพื่อแสดงความเคารพต่อท่าน Friedrich zu Eulenburg ผู้ซึ่งเมื่อกว่า 160 ปีก่อนได้เดินทางมายังสยาม เข้าเฝ้ารัชกาลที่ 4 และลงนามในสนธิสัญญาที่ต่อมากลายเป็นส่วนหนึ่งของรากฐานความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเยอรมนี
อย่างไรก็ตาม การเข้าถึงตำแหน่งหลุมจริงในพื้นที่ของตระกูลที่ Liebenberg ดูจะไม่ง่ายเหมือนสุสานสาธารณะทั่วไป จำเป็นต้องขออนุญาตก่อน
แต่ระหว่างค้นเรื่องท่าน Friedrich zu Eulenburg ผมกลับพบชื่ออีกชื่อหนึ่ง ชื่อที่ทำให้ผมสนใจมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม คือ
ท่าน August Graf zu Eulenburg นายทหารหนุ่มในคณะราชทูต ท่านมีชีวิตระหว่าง ค.ศ. 1838 - 1921 เป็นหลานของ Friedrich Albrecht zu Eulenburg และเป็นสมาชิกของตระกูลขุนนางปรัสเซียที่มีบุคคลสำคัญอยู่ทั้งในกองทัพ การเมือง และราชสำนัก
อันที่จริงในวันถัดมา ผมเปิดมือถือครั้งแรกในตอนเข้า ในมือถือผมเจอคำว่า August ผมงงอยู่นิดหน่อย เพราะตอนนี้มันเดือน September แล้ว ต่อมาในระหว่างวัน ผมก็ได้ยินคนพูด August อีก 2-3 ครั้ง ผมจึงเข้าใจด้วยสัญชาตญาณของตัวเองว่า August คือ สิ่งที่ผมจะต้องหา และแล้วมันก็ คือ ชื่อของท่าน August Graf zu Eulenburg
ท่าน August Graf zu Eulenburg เป็นนายทหารปรัสเซีย ที่ร่วมคณะไปเอเชีย ท่านารับราชการอยู่ใน Garde-Regiment zu Fuß ซึ่งเป็นหนึ่งในกรมทหารรักษาพระองค์ของปรัสเซีย ในขณะที่ท่านร่วมเดินทางได้รับหน้าที่ในฐานะ Gesandtschafts-Attaché หรือ Attaché ประจำคณะราชทูต
พอผมมั่นใจว่าเป็นท่าน August ผมจึงตามหาสุสานของท่าน และผมก็เสริชเจอว่าสุสานของท่านอยู่ในเบอร์ลิน และไม่ไกลจากที่บ้านผมมากนัก
วันที่ 8 กันยายน 2026 เวลาประมาณ 15.30 น. ผมจึงออกเดินทางจากสถานี U9 Schloßstraße ผมนั่งรถไฟไปเปลี่ยนสายที่ Berliner Straße แล้วต่อ U7 ไปลงที่สถานี Mehringdamm ใช้เวลาเดินทางประมาณ 34 นาที เดินจากสถานีเดินต่ออีกไม่นานก็ถึงบริเวณกลุ่มสุสานเก่าชื่อ Friedhöfe vor dem Halleschen Tor ซึ่งพื้นที่แห่งนี้มีสุสานหลายแห่งอยู่ติดกัน ทั้ง Jerusalem und Neue Kirche, Dreifaltigkeit, Bethlehem และ Böhmischer Gottesacker ทำให้เมื่อเข้าไปครั้งแรก ผมรู้สึกว่ามันใหญ่และซับซ้อนกว่าที่คิด
ผมรีบเดินไปที่ป้ายแผนผังสุสาน ถ่ายรูปและแล้วใช้ ChatGPT ช่วยอ่านข้อความและตามหาตำแหน่งของสุสานของตระกูล Eulenburg แต่ป้ายรายชื่อบุคคลสำคัญที่ผมเห็นในตอนแรกกลับไม่มีชื่อ August
ผมจึงเริ่มเดินหาเองหนึ่งรอบ แล้วก็อีกรอบ เดินไปตามทางเล็ก ทางใหญ่ ผ่านต้นไม้ ผ่านหลุมศพเก่า และกำแพงที่แบ่งสุสานแต่ละส่วนออกจากกัน
ผมเดินวนอยู่ถึงสองรอบใหญ่ ก็ยังไม่พบ
ระหว่างที่กำลังเดินมองหาสุสานของท่านอยู่นั้น ผมก็คิดว่าสุสานในเยอรมนีไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ของความตาย ผมเริ่มคิดถึงความแตกต่างทางวัฒนธรรมอย่างหนึ่ง
สำหรับคนไทยจำนวนไม่น้อย “สุสาน” อาจเป็นพื้นที่ที่เราจะเข้าไปก็ต่อเมื่อมีเหตุจำเป็น เช่น งานศพ การไปเคารพบรรพบุรุษ หรือประกอบพิธีกรรมบางอย่าง
แต่ในเยอรมนีมีแนวคิดที่เรียกว่า Friedhofskultur หรืออาจแปลได้ว่า “วัฒนธรรมสุสาน”
สุสานในวัฒนธรรมเยอรมันไม่ได้มีความหมายเพียงสถานที่ฝังศพ แต่ยังเป็นพื้นที่ของ ความทรงจำ ประวัติศาสตร์ ธรรมชาติ ศิลปะ และการใคร่ครวญ
สุสานเก่าหลายแห่งจึงมีต้นไม้ใหญ่ ทางเดิน ม้านั่ง ประติมากรรม และหลุมของบุคคลสำคัญ ผู้คนสามารถเข้าไปเดินอย่างสงบ อ่านหนังสือ นั่งพัก อ่านชื่อบนศิลาจารึก หรือศึกษาประวัติของผู้ที่เคยมีชีวิตอยู่ที่นั่นได้
แน่นอน ทุกอย่างต้องอยู่ภายใต้ความเคารพต่อผู้เสียชีวิตและครอบครัวของเขา
เมื่อเข้าใจเช่นนี้ ผมจึงเริ่มมองการเดินในสุสานวันนั้นแตกต่างออกไป
ผมคิดว่ามันไม่ใช่เพียงการตามหาหลุมศพ แต่เหมือนการเดินเข้าไปในพื้นที่ที่ประวัติศาสตร์ยังคงปรากฏอยู่ตรงหน้า สุสานในฐานะพื้นที่ของ Collective Memory เมื่อเดินอยู่ท่ามกลางหลุมศพเก่าเหล่านั้น ผมเริ่มนึกถึงแนวคิดหนึ่งที่ผมสนใจจากมุมของสันติศึกษา อย่างที่ผมพูดไว้ คือ Collective Memory หรือความทรงจำร่วม
ในทัศนะส่วนตัวของผม คำว่า Collective Memory ไม่ได้หมายถึงเพียงความทรงจำของคนคนหนึ่ง แต่หมายถึงเรื่องราว เหตุการณ์ บุคคล และประสบการณ์ในอดีตที่สังคมเลือกจะจดจำ ถ่ายทอด และตีความร่วมกันจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง ความทรงจำเหล่านั้นอาจถูกเก็บไว้ในหนังสือประวัติศาสตร์ ในพิพิธภัณฑ์ ในอนุสาวรีย์ ในชื่อถนน ในเอกสารเก่า ในพิธีรำลึก หรือแม้แต่ในสุสาน
เมื่อมองเช่นนี้ ผมเริ่มรู้สึกว่าสุสานเก่าในเบอร์ลินไม่ได้เป็นเพียงสถานที่ที่เก็บร่างของผู้คนในอดีต แต่เป็นเสมือน คลังความทรงจำของสังคม ชื่อบนศิลาจารึกแต่ละแผ่นไม่ได้บอกเราเพียงว่าใครเกิดและเสียชีวิตเมื่อใด แต่หากเราหยุดอ่านและค้นต่อไป ชื่อเหล่านั้นอาจนำเราไปสู่เรื่องราวของสงคราม การเมือง การทูต วิทยาศาสตร์ ดนตรี ธุรกิจ หรือการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของสังคมก็ได้ คนที่เคยมีชีวิต มีตำแหน่ง มีอำนาจ มีความรัก มีความฝัน หรือเคยเดินทางไปยังดินแดนอันห่างไกล วันหนึ่งก็เหลือเพียงชื่ออยู่บนหิน
แต่เรื่องราวของพวกท่านทั้งหมายสามารถกลับมามีความหมายอีกครั้งได้ เมื่อมีใครสักคนหยุดเดิน อ่านชื่อ และถามว่า
“คนคนนี้คือใคร”
ในมุมของสันติศึกษา ความทรงจำร่วมมีความสำคัญอย่างมาก เพราะสังคมไม่ควรจดจำอดีตเพียงเพื่อยกย่องชัยชนะหรือวีรบุรุษของฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเท่านั้น แต่ควรใช้ความทรงจำเพื่อ ทำความเข้าใจอดีต เรียนรู้จากความขัดแย้ง และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนที่แตกต่างกัน การระลึกถึงอดีตจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการยึดติดกับอดีต
ในทางกลับกัน มันอาจเป็นวิธีหนึ่งในการช่วยให้เราเข้าใจปัจจุบันได้ดีขึ้น และสำหรับผมแล้ว การตามหา ท่าน August ในวันนั้นจึงเริ่มมีความหมายมากกว่าการไปเยี่ยมหลุมศพของนายทหารปรัสเซียคนหนึ่ง
มันค่อย ๆ กลายเป็นการเชื่อมและต่อเนื่องมาถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับเยอรมนีจากอดีตสู่ปัจจุบัน
บุคคลเหล่านั้นจากโลกนี้ไปนานแล้วแต่ความสัมพันธ์ที่พวกเขาเคยช่วยเปิดประตูไว้ยังคงเดินทางต่อข้ามเวลา และบางที นี่อาจเป็นคุณค่าหนึ่งของ Collective Memory
ไม่ใช่เพียงการถามว่า “อะไรเคยเกิดขึ้น” แต่เป็นการถามต่อว่า “สิ่งที่เคยเกิดขึ้นนั้น มีความหมายอะไรกับพวกเราในวันนี้”
ระหว่างทางที่กำลังเดินหาท่าน August แต่ยังไม่พบนั้น ผมกลับไปเจอสุสานครอบครัว Siemens เข้าโดยบังเอิญ
มันคือ สุสานของท่าน Werner von Siemens ผู้ก่อตั้งบริษัท Siemens ที่โด่งดังของเยอรมนี ผมจึงถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก
จากนั้นผมก็เดินค้นหาสุสานของท่าน August ต่อไปอีกสักพักหนึ่ง และแล้วผมก็พบชื่อ Eulenburg หลังจากเดินอยู่นาน ผมลองเดินต่อไปจนถึงอีกด้านหนึ่งของพื้นที่ และพบทางผ่านเข้าไปยังส่วนของ Dreifaltigkeit I
ที่นั่นมีป้ายข้อมูลอีกชุดหนึ่ง คราวนี้ชื่อที่ผมตามหาปรากฏอยู่จริง
August Graf zu Eulenburg และ Botho Graf zu Eulenburg
ในป้ายภาษาอังกฤษของสุสานยังระบุไว้ชัดเจนว่า “Of historic interest are the graves of Botho and August, Counts of Eulenburg.” (หลุมของ Botho และ August เคานต์แห่ง Eulenburg เป็นหลุมที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์)
ผมเดินตามแผนผังไปและไม่นานก็พบหลุมของคนที่ผมตามหามาตลอดบ่ายนั้น
บนแผ่นหินเก่ามีข้อความว่า (ดูรูปภาพที่ผมถ่ายเองกับมือ)
August
Graf zu Eulenburg
Minister des Kgl. Hauses
22. October 1838
18. Juni 1921
แผ่นหินผ่านกาลเวลามากว่าร้อยปี มีคราบ มีร่องรอยของอายุ แต่ตัวอักษรยังสามารถอ่านได้
ผมยืนมองอยู่ตรงนั้นพักหนึ่ง ผมพูดกันตัวเองว่า คนคนหนึ่งซึ่งเมื่อกว่า 160 ปีก่อนเคยเดินทางออกจากยุโรปเคยเห็นญี่ปุ่น เคยเห็นจีน และเคยเห็นสยามในรัชกาลที่ 4 ด้วยตาของตนเอง ท่านเป็นคนที่สร้างประวัติศาสตร์ที่ไม่อาจลบเลือนได้ไปตลอดกาล วันนี้นอนสงบอยู่ตรงหน้าผมในกรุงเบอร์ลิน
ท่านเป็นนายทหารปรัสเซียและ Attaché หรือผู้ช่วยทูต ในฐานะของท่านขณะร่วมเดินทางเป็นรอยต่อระหว่างโลกของทหารกับโลกของการทูต หรือท่านอาจจะเป็นผู้ช่วยทูต (ฝ่ายทหาร) ก็ได้
หากใช้ศัพท์ทางประวัติศาสตร์อย่างเคร่งครัด ผมคิดว่าเราไม่ควรเรียกเขาย้อนหลังว่า Militärattaché หรือ ผู้ช่วยทูตทหาร เพราะเอกสารร่วมสมัยไม่ได้ใช้ตำแหน่งนั้น และผมยังไม่พบหลักฐานที่เพียงพอที่จะบอกว่าท่าน August ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่ด้านการทหารโดยเฉพาะ
สิ่งที่ผมกล่าวได้อย่างมั่นใจกว่า คือ ท่าน August Graf zu Eulenburg เป็นหนึ่งในนายทหารปรัสเซียคนแรก ๆ ที่เดินทางมายังสยามในฐานะสมาชิกอย่างเป็นทางการของคณะทางการทูต
รูปหลุมศพของท่าน August และภริยา (ภาพผมถ่ายเอง)
เสียดายที่วันนี้ ผมไม่ได้เตรียมดอกไม้ไปให้ท่าน ผมยกมือไหว้และแสดงความเคารพต่อท่าน ในใจผมนึกขอบคุณชายชาวปรัสเซียคนหนึ่ง ซึ่งครั้งหนึ่งเคยเดินทางมาถึงประเทศของผมในยุคที่การเดินทางจากยุโรปมายังเอเชียยังยาวนานและเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ผมจึงบอกกับท่านในใจว่า “ผมจะกลับมาอีกครั้งครับ และครั้งหน้าจะนำดอกไม้มาให้”
ก่อนเดินออกจากบริเวณสุสานนั้น ผมอดถามตัวเองไม่ได้ว่า ตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งร้อยปีที่ท่าน August นอนอยู่ที่นี่ จะเคยมีคนไทยสักกี่คนเดินมาหยุดอยู่หน้าหลุมศพของท่าน
จะเคยมีใครจากประเทศที่ในสมัยของท่านเรียกว่า Siam มาบอกท่านหรือไม่ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเยอรมันที่คณะของท่านมีส่วนช่วยวางรากฐานไว้นั้น ยังคงดำเนินมาจนถึงปัจจุบัน ตั้งแต่วันที่ 7 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1862 มีการลงนามสนธิสัญญาระหว่างสยามกับฝ่ายรัฐเยอรมัน (ปรัสเซีย) เวลาผ่านมากว่า 160 ปี วันนี้ประเทศไทยกับเยอรมนียังคงมีความสัมพันธ์ระหว่างกันในหลายมิติ ทั้งการทูต เศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ การศึกษา วัฒนธรรม และความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ
เมื่อมองจากมุมของ Collective Memory การมาหยุดอยู่หน้าหลุมศพของท่าน August ในวันนั้น สำหรับผมจึงเหมือนการทำให้ความทรงจำส่วนเล็ก ๆ ที่เชื่อมระหว่างสยามกับปรัสเซียกลับมามีชีวิตอีกครั้ง อย่างน้อยก็ในความรับรู้ของคนไทยคนหนึ่ง และหาก Collective Memory คือ การส่งต่อความหมายของอดีตจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง การเขียนเรื่องนี้ไว้ก็คงเป็นอีกวิธีหนึ่งที่ผมจะช่วยส่งต่อความทรงจำนั้น เพื่อไม่ให้ชื่อของผู้ที่เคยเดินทางมาสยามเมื่อกว่า 160 ปีก่อนเลือนหายไปพร้อมกับกาลเวลา
ความฝันในเช้าวันที่ 6 กันยายนดูเหมือนจะยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ ผมยังตั้งใจว่า ก่อนเดินทางกลับประเทศไทย จะพยายามไปยังเมือง Liebenberg เพื่อแสดงความเคารพต่อท่าน Friedrich Albrecht Graf zu Eulenburg หัวหน้าคณะราชทูตผู้เดินทางมาสยาม ผู้ที่เคยเข้าเฝ้าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และลงนามในสนธิสัญญาที่กลายเป็นหนึ่งในรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับปรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม ผมยังไม่รู้ว่าชายในความฝันคือใคร ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าความฝันนั้นต้องการบอกอะไรแก่ผมหรือไม่ บางทีอาจเป็นเพียงความฝันธรรมดา แต่สำหรับผม สิ่งที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นเป็นเรื่องจริง
ความฝันครั้งหนึ่งทำให้ผมเริ่มอ่าน เริ่มค้นเอกสาร เริ่มตั้งคำถาม
ก่อนเดินออกจากสุสาน ผมจึงกล่าวกับท่านในใจว่า ขอขอบคุณท่านและคณะ ที่ได้มีส่วนเปิดประตูแห่งความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับปรัสเซีย ซึ่งสืบเนื่องมาเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับเยอรมนีในปัจจุบัน
และด้วยความเชื่อส่วนบุคคลของผม ขอให้ท่านช่วยคุ้มครองและส่งพลังแห่งมิตรไมตรี ให้ประเทศไทยและเยอรมนีได้ช่วยเหลือ เกื้อกูล และเป็นมิตรที่ดีต่อกันตราบนานเท่านานครับ
ณัฐพล จารัตน์
ถนน Forststr. 50 ณ กรุงเบอร์ลิน
อากาศเย็นของคืนวันที่ 10 ตุลาคม 2569







.jpg)
.jpg)