Search This Blog

Showing posts with label ขั้นตอนการขอคืนภาษี. Show all posts
Showing posts with label ขั้นตอนการขอคืนภาษี. Show all posts

4.20.2026

คำแนะนำขั้นตอนการขอคืนภาษี (Tax Free) สำหรับนักท่องเที่ยวและต้องการไปทำเรื่องคืนเงินที่สนามบินเบอร์ลิน (BER)

สิ่งที่ต้องเตรียมข้อมูลสำหรับการรับคณะของที่ทำงาน กลุ่มเพื่อน ครอบครัว หรือแม้แต่คนไทยที่มาเที่ยวเยอรมนีท และต้องเดินทางออกจากเยอรมัน ณ สนามบินนานาชาติเบอร์ลิน (BER) คือ การช่วยแนะนำการขอคืนภาษีสำหรับนักท่องเที่ยว สำหรับนักท่องเที่ยวคนไทยอย่างพวกเราแล้วการได้เงินภาษีคืน ช่วยให้การท่องเที่ยวคุ้มค่าและเยียวยาใจได้มากทีเดียว

ผมไปที่ห้าง KaDeWe ที่นี่เป็นห้างสรรพสินค้าที่โด่งดังที่สุดของกรุงเบอร์ลิน ปัจจุบันบริหารโดยนักลงทุนของประเทศไทยครับ ผมไปพบขั้นตอนการดำเนินการขอคืนภาษีสำหรับนักท่องเที่ยวเป็นภาษาไทย ผมจึงเก็บมาเพื่อเผยแพร่ เอาละครับ นี่เป็นคู่มือและขั้นตอนครับ

รูปนี้ผมถ่ายเองที่บ้าน พื้นหลังเป็นกำลังดื่มกาแฟและทานขนมปังยามเช้า
ในวันที่ฝนกำลังตกครับผม


ขั้นตอนที่ 1: เช็คอินและเตรียมกระเป๋าสัมภาระ

  • ไปที่เคาน์เตอร์เช็คอินของสายการบินนั้นเพื่อเช็คอินรับบอร์ดดิ้งพาส
  • ชั่งน้ำหนักและติดป้ายแท็กสัมภาระที่กระเป๋า โดยสินค้าปลอดภาษีที่ต้องการจะขอคืนภาษี จะต้องบรรจุอยู่ภายในกระเป๋าใบนี้ พูดง่าย ๆ ว่าเอาของที่จะขอคืนภาษีแยกกระเป๋าต่างหาก ห้ามโหลดในขั้นนี้

ขั้นตอนที่ 2: ตรวจศุลกากรและขอรับการประทับตรา (สำคัญมาก)

นำกระเป๋าสัมภาระที่มีของอยากคืนภาษีและติดป้ายแท็กเรียบร้อยแล้วไปยังจุดตรวจศุลกากร (ให้หมอหาป้ายคำว่า Zoll (ศุลกากรเยอรมัน)

สิ่งที่ต้องเตรียมเพื่อแสดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร ได้แก่:

1.       บอร์ดดิ้งพาสและหนังสือเดินทาง (Passport)

2.       สินค้าปลอดภาษี (ต้องเป็นของใหม่เอี่ยมและห้ามนำมาใช้งานก่อน แต่บางรายการสามารถใช้ได้ แต่ต้องมีโชว์)

3.       ใบเสร็จต้นฉบับ (Original Invoice) และ แบบฟอร์มขอคืนภาษีที่กรอกรายละเอียดส่วนบุคคลเรียบร้อยแล้ว

จุดที่ต้องระวัง คือ ต้องได้รับตราประทับ จากศุลกากรลงบนแบบฟอร์มขอคืนภาษี หากไม่ดำเนินการให้เรียบร้อยและไม่มีตราประทับ ทางบริษัทจะทำการเรียกเก็บเงินคืนจากบัตรเครดิตของเราพร้อมบวกค่าธรรมเนียมอีก 15%

เมื่อประทับตราเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ศุลกากรจะรับกระเป๋าสัมภาระของคุณและส่งไปโหลดขึ้นเครื่องบินให้เลย หมายความว่า พอตรวจเสร็จ กระเป๋าจะลงสายพานของเค้าเตอร์ศุลกากรไปรวมกับสัมภาระที่เราเช็คอินไปก่อนในขั้นตอนที่ 1

ขั้นตอนที่ 3: การขอรับเงินคืนกับ Global Blue

นำเอกสารทั้งหมดที่ได้รับการประทับตราจากศุลกากรแล้ว ไปขอรับเงินคืนได้ที่สำนักงาน Global Blue

ทางเลือกเพิ่มเติม (กรณีไม่รับเงินสดหรือเคาน์เตอร์ปิด): เราสามารถเลือกใช้วิธี หย่อนกล่องจดหมาย Global Blue ได้ โดยการกรอกข้อมูลบัตรเครดิตของเราลงในแบบฟอร์มขอคืนภาษี จากนั้นนำแบบฟอร์มที่มีตราประทับและใบแจ้งหนี้ต้นฉบับใส่ซอง แล้วหย่อนลงในตู้ไปรษณีย์หรือกล่องจดหมายของ Global Blue ในสนามบิน แบบฟอร์มจะได้รับจากร้านค้าตอนที่ซื้อของหรือรับเอกสารจากบริเวณตู้จดหมายของ Global Blue


ภาพ infographic ผมใช้ notebookLM สร้าง

พิกัดจุดให้บริการ ณ สนามบินเบอร์ลิน (BER)

จุดตรวจศุลกากร ณ อาจารย์ Terminal 1

  • สำหรับสัมภาระโหลดใต้เครื่อง (กระเป๋าใบใหญ่): ชั้น 1 ให้โหลดที่เคาน์เตอร์เช็คอินหมายเลข 711-712 (จุดนี้จะอยู่ด้านนอก ก่อนผ่านจุดตรวจรักษาความปลอดภัย)
  • สำหรับกระเป๋าถือขึ้นเครื่อง (Carry-on): อยู่ที่เกท A20 (ด้านใน หลังผ่านจุดตรวจรักษาความปลอดภัยแล้ว)

จุดบริการคืนเงิน Global Blue (เปิดให้บริการเวลา 06:00 - 18:00 น.)

โซน Landside (ด้านนอก ก่อนจุดตรวจรักษาความปลอดภัย)

  • สำนักงาน Global Blue และ ตู้จดหมาย อยู่ที่เทอร์มินอล 1 ชั้น 2 (อยู่ด้านข้างร้าน Starbucks)
  • ตู้ไปรษณีย์ อยู่ที่อาคารผู้โดยสาร 2 (ตั้งอยู่ที่ด่านศุลกากร)

โซน Airside (ด้านใน หลังจุดตรวจรักษาความปลอดภัย)

  • ตู้ไปรษณีย์ และ เคาน์เตอร์ Travelex อยู่ที่อาคารผู้โดยสาร 1 ชั้น 1
  • ตู้ไปรษณีย์ อยู่ที่เทอร์มินอล 1 ชั้น 2 (บริเวณใกล้ประตู C06)
  • ตู้ไปรษณีย์ อยู่ที่เทอร์มินอล 1 ชั้น 1 (บริเวณใกล้ประตู B44/45)

อย่างไรก็ตามนะครับ ผมจะแนะนำว่าให้เผื่อเวลา ณ สนามบินไว้มาก ๆ เพราะสนามบินเบอร์ลินเน้นการเช็คอินด้วยตัวเอง ที่ตู้เช็คอินอัตโนมัติ เราสามารถต่อแถวเช็คอิน ณ เค้าเตอร์เช็คอินก็ได้ อาจเสี่ยงต่อคิวที่ยาว อาจเสียเวลา นอกจากนั้น แถวตรงศุลกากรมีคิวยาวเช่นกัน ดังนั้นจึงต้องบริหารเวลาให้ดีจะได้ไม่ต้องวิ่ง

สิ่งที่น่ากังวลที่สุด คือ สนามบินเบอร์ลินมีประท้วงหยุดงานเป็นระยะ จึงต้องเช็คก่อนการเดินทาง

เกร็ดความรู้ทางเทคนิค: ระบบคืนภาษี (VAT Refund) ในเยอรมนี

การระบบคืนภาษี (VAT Refund) หรือ Tax Free ในเยอรมนี เป็น กลยุทธ์ทางเศรษฐกิจที่ช่วยขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น

1.       สร้างแรงจูงใจด้านราคา (Financial Incentive) ภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภาษาเยอรมันเรียกว่า MwSt - Mehrwertsteuer) ภาษีของเยอรมนีปกติอยู่ที่ 19% (อาหารและเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และน้ำอัดลม อาหารเช้าในโรงแรม อาหารในร้าน dine-in เป็นต้น) และ 7% (อาหารที่จำเป็น หนังสือและสินค้าทางวัฒนธรรม ค่าโรงแรมที่พัก และการขนส่งสาธารณะระยะสั้น เป็นต้น) นักท่องเที่ยวสามารถขอคืนเงินส่วนนี้ได้ หลังหักค่าธรรมเนียม ทำให้สินค้าแบรนด์เนมหรือสินค้าคุณภาพสูงของเยอรมันมีราคา ถูกลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับการซื้อในประเทศตนเองหรือประเทศอื่น ๆ ที่มีสินค้าแบบเดียวกัน

2.       สนับสนุนแบรนด์สินค้าพื้นถิ่น (Domestic Brand Promotion) เยอรมนีมีสินค้าที่เป็นแม่เหล็กดึงดูด เช่น กระเป๋าเดินทาง Rimowa (คนไทยชอบมาก ๆ ๆ ๆ ๆ) มีดทำครัว Zwilling เครื่องสำอาง (โดยเฉพาะยาสีฟัน Ajona และของใน dm) หรือสินค้าแฟชั่น ช่วยให้แบรนด์เยอรมันแข่งขันกับแบรนด์จากฝรั่งเศสหรืออิตาลีได้

3.       การดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มกำลังซื้อสูง (High-Spending Tourists) กลุ่มนักท่องเที่ยวที่ตั้งใจมาซื้อสินค้ามูลค่าสูง (Luxury Goods) มักจะมองหาประเทศที่มีขั้นตอนการคืนภาษีที่ชัดเจนและคุ้มค่า เมื่อกลุ่มคนท่องเที่ยวเหล่านี้มาเพื่อช้อปปิ้ง พวกเขาจะไม่ได้จ่ายแค่ค่าสินค้า แต่ยังจ่ายค่าโรงแรมระดับห้าดาว ร้านอาหาร Fine Dining และบริการรถรับส่ง ซึ่งช่วยกระจายรายได้เข้าสู่ภาคส่วนอื่นๆ ของการท่องเที่ยวด้วย

4.       จิตวิทยาการได้เงินคืน (Psychological Reward) ในเชิงจิตวิทยา การได้รับเงินคืนที่สนามบินก่อนกลับบ้าน สร้างความรู้สึกที่ดีต่อนักท่องเที่ยวว่าคุ้มค่า และมีแนวโน้มที่จะกลับมาเที่ยวซ้ำ หรือแนะนำบอกต่อเพื่อนฝูง

ขอให้ได้คืนภาษีครับผม

สวัสดีครับ

ณัฐพล จารัตน์

กรุงเบอร์ลิน

20.04.2569

วันนี้ฝนตกตั้งแต่เช้า ลาเต้นอนหลับ