Search This Blog

Showing posts with label สันติภาพ. Show all posts
Showing posts with label สันติภาพ. Show all posts

9.04.2026

"สันติภาพกับพุทธศาสนา: แนวคิดของโยฮัน กัลตุง (Johan Galtung) กับพุทธสันติวิธีและสันติศึกษา" จากบทความวิชาการของผมในวารสารวารสารปราชญ์ประชาคม

ผมเคยอ่านบทความและหนังสือของศาสตรจาร์โยฮัน กัลตุง มาพอสมควร ในช่วงที่ท่านยังมีชีวิตอยู่และยังเล่น twitter ผมติดต่อพูดคุยกับท่าน และได้เข้าใจความตั้งมั่นเรื่องส่งเสริมการศึกษาสันติภาพของท่าน ผมจึงถือว่ามีวาสนาที่ยังได้พูดคุยกับนั้นผ่านโลกออนไลน์ ท่านให้บทความบทความหนึ่งชื่อ Peace and Buddhism ที่ท่านให้ทัศนะไว้ แม้จะเป็นบทความที่เขียนมากกว่า 30 ปีก็ตาม แต่ยังคงมีความร่วมสมัยในตัวของมันเองอยู่เสมอ ผมจึงหยิบมันขึ้นมาเพื่อนำเสนอในเชิงวิชาการสันติศึกษาและพุทธศาสนา และส่งไปตีพิมพ์ในวารสารปราชญ์ประชาคม และได้รับการตีพิมพ์ในฉบับปีที่ 3 ฉบับที่ 1 (2568): มกราคม-กุมภาพันธ์ ชื่อบทความ "สันติภาพกับพุทธศาสนา: การพิจารณาเชิงแนวคิดจากมุมมองของโยฮัน กัลตุง" ซึ่งเข้าอ่านออนไลน์ได้จากลิ้งก์นี้ (https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/1683)

ภาพหน้าปกจากเว็บไซต์ของวารสารปราชญ์ประชาคม
 (https://so12.tci-thaijo.org/index.php/watmahasawat_jsc/article/view/1683)

ผมระบุสถานะในบทความนี้ว่า ผู้ไกล่เกลี่ยตาม พ.ร.บ.การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 กระทรวงยุติธรรม เพราะผมมีบัตรประจำตัวผู้ไกล่เกลี่ยที่ยังไม่หมดอายุในขณะเวลานั้น ซึ่งไม่ใช่ตำแหน่งงานใด ๆ ของกระทรวงยุติธรรม บางท่านอาจจะเข้าใจผิดได้จึงขอเรียนไว้ ณ ที่นี้ 

สำหรับวันนี้ ผมขอนำเสนอบทความนี้อีกครั้ง แต่ผมคงไม่ได้พิมพ์อะไรเพิ่มเติม เพียงจะนำบทความมาลงให้ผู้ที่สนใจและมีประโยชน์ต่อการศึกษาทางสันติศึกษาและพุทธศาสนาได้เข้ามาเยี่ยมชม โดยเฉพาะนักวิชาการและนิสิตของมหาวิทยามหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สถาบันที่ประสิทประสาทวิชาสันติศึกษาและพระพุทธศาสนาให้แก่ผม ผมคิดว่ามันเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจและหวังว่าจะมีคนแลกเปลี่ยนนำแนวคิดของนักวิชาการฝั่งตะวันตกท่านนี้ไปขยายและศึกษาอย่างกว้างขวางให้เหมาะสมกับบริบทของสังคมและวัฒนธรรมสันติสุขของประเทศไทยของเราครับ


บทคัดย่อทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

สันติภาพกับพุทธศาสนา: การพิจารณาเชิงแนวคิดจากมุมมองของโยฮัน กัลตุง

บทความนี้วิเคราะห์บทบาทของพุทธศาสนาในการสร้างสันติภาพ โดยพิจารณาผ่านกรอบแนวคิดของโยฮัน กัลตุง และเปรียบเทียบแนวคิดเรื่องสันติภาพของพุทธศาสนากับแนวคิดทางสันติภาพศึกษาของกัลตุง พุทธศาสนาให้ความสำคัญกับ “สันติภาพภายใน” (Inner peace) ผ่านการลดกิเลส การพัฒนาจิตใจ และการสร้างความสมดุลภายใน โดยถือว่าสันติภาพภายในเป็นรากฐานที่จะนำไปสู่ “สันติภาพภายนอก” (Outer peace) ขณะที่กัลตุงเสนอแนวคิด “สันติภาพเชิงบวก” (Positive peace) ซึ่งมิได้หมายถึงเพียงการไม่มีสงครามหรือความรุนแรงทางตรงเท่านั้น แต่รวมถึงการลดและขจัดความรุนแรงเชิงโครงสร้างและความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม เพื่อสร้างสังคมที่มีความยุติธรรม ความเท่าเทียม และเปิดโอกาสให้มนุษย์สามารถพัฒนาศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่

1. พุทธศาสนากับการสร้างสันติภาพ

ความขัดแย้งและความรุนแรงเป็นปัญหาที่ดำรงอยู่คู่กับมนุษยชาติมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นความแตกต่างด้านชนชั้น เชื้อชาติ หรือศาสนา มนุษย์ต่างแสวงหาสันติสุขเพื่อยุติความทุกข์และสร้างความยั่งยืนให้แก่การดำรงชีวิต อย่างไรก็ตาม การบรรลุสันติภาพในโลกที่มีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา จำเป็นต้องอาศัยทั้งปัญญาและกระบวนการพัฒนาในระดับบุคคลและระดับโครงสร้างของสังคม

พุทธศาสนาเสนอแนวทางการสร้างสันติภาพโดยเริ่มต้นที่จิตใจของมนุษย์ การปฏิบัติธรรม การลดกิเลส การสร้างสมดุลทางอารมณ์ และการเจริญสติเป็นพื้นฐานของสันติภาพภายใน เมื่อบุคคลสามารถระงับต้นเหตุของความรุนแรงภายในจิตใจได้ ความรุนแรงก็จะไม่ขยายออกไปสู่ภายนอก หลักอริยสัจ 4 ช่วยให้มนุษย์มองเห็นต้นเหตุของทุกข์และแนวทางดับทุกข์ ขณะที่มรรค 8 เป็นแนวทางนำไปสู่ความสมดุล หลักอหิงสาเน้นการไม่เบียดเบียน และพรหมวิหาร 4 ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เป็นหลักสำคัญในการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข การปฏิบัติเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นผ่านการฝึกสมาธิ การทำกิจกรรมเพื่อสังคม การสร้างความเข้าใจระหว่างกลุ่มคน และการแก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

เป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนาในเรื่องสันติภาพจึงมีความลึกซึ้งถึงระดับจิตใจและการดับกิเลส คือ “นิพพาน” โดยเริ่มต้นจากสันติภาพในระดับปัจเจกก่อน แล้วจึงส่งผลต่อสังคมและโลก พุทธศาสนาไม่ได้มองสันติภาพว่าเป็นเพียงการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งหรือการไม่มีความรุนแรงเท่านั้น แต่เป็นการพัฒนาจิตใจอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดความยั่งยืนทั้งในระดับบุคคลและระดับสังคม

2. โยฮัน กัลตุง และการบุกเบิกสันติภาพศึกษา

โยฮัน กัลตุงได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งสันติภาพศึกษา” (Father of peace studies) เนื่องจากมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับสันติภาพและการแก้ไขความขัดแย้งอย่างเป็นระบบ แรงจูงใจของเขามีรากฐานจากประสบการณ์ชีวิต กัลตุงเกิดเมื่อวันที่ 24 ตุลาคม ค.ศ. 1930 ณ กรุงออสโล ประเทศนอร์เวย์ และในวัยเด็กต้องเผชิญความรุนแรงจากสงครามโลกครั้งที่สอง โดยบิดาของเขาถูกจับกุมโดยทหารนาซีเยอรมนี ประสบการณ์ดังกล่าวทำให้เขาตระหนักถึงผลกระทบของสงครามและความไม่ยุติธรรม และนำไปสู่การอุทิศชีวิตเพื่อค้นหาแนวทางแก้ไขความขัดแย้งอย่างยั่งยืน

กัลตุงศึกษาคณิตศาสตร์และสังคมวิทยา ความสนใจในโครงสร้างและความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลทำให้เขาสามารถวิเคราะห์ความขัดแย้งอย่างเป็นระบบ ในปี ค.ศ. 1959 เขาก่อตั้งสถาบันวิจัยสันติภาพแห่งออสโล หรือ PRIO และในปี ค.ศ. 1964 ก่อตั้งวารสาร Journal of Peace Research เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ด้านสันติภาพในระดับสากล กัลตุงพัฒนาทฤษฎีสำคัญ เช่น ทฤษฎีสามเหลี่ยมแห่งความรุนแรงและแนวคิดสันติภาพเชิงบวก ซึ่งมีอิทธิพลอย่างกว้างขวางต่อสันติภาพศึกษา แม้กัลตุงเสียชีวิตเมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2024 แต่มรดกทางความคิดของเขายังคงมีอิทธิพลต่อการศึกษาสันติภาพและการแก้ไขความขัดแย้ง

3. ความหมายของสันติภาพในมุมมองของกัลตุง

กัลตุงให้ความหมายว่าสันติภาพคือการไร้ซึ่งความรุนแรง (Absence of violence) โดยแบ่งความรุนแรงออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่

ความรุนแรงทางตรง (Direct violence) คือความรุนแรงที่สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน เช่น การทำร้ายร่างกาย การข่มเหง การโจมตี การใช้กำลัง การสงคราม หรือการสังหาร

ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง (Structural violence) คือความรุนแรงที่ฝังอยู่ในโครงสร้างทางเศรษฐกิจ การเมือง หรือสังคม เช่น ความไม่เท่าเทียม ความยากจน การปิดกั้นโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร สิทธิขั้นพื้นฐาน และการเลือกปฏิบัติ

ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม (Cultural violence) คือค่านิยม ความเชื่อ หรืออุดมการณ์ที่สนับสนุนหรือสร้างความชอบธรรมให้แก่ความรุนแรงทางตรงและเชิงโครงสร้าง เช่น การยอมรับการใช้กำลังเป็นวิธีแก้ปัญหา การเหมารวมว่าคนบางกลุ่มด้อยกว่ากลุ่มอื่น หรือการใช้ศาสนาและวัฒนธรรมเป็นข้ออ้างในการกดขี่

ในภาพทฤษฎีสามเหลี่ยมแห่งความรุนแรงของบทความ ความรุนแรงทางตรงเป็นส่วนที่มองเห็นได้ เช่น สงคราม การฆ่าฟัน และการทำร้ายร่างกาย ส่วนความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมและเชิงโครงสร้างเป็นส่วนที่มองไม่เห็น โดยด้านวัฒนธรรมประกอบด้วยศาสนา ความเชื่อ และค่านิยม ส่วนด้านโครงสร้างประกอบด้วยเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ความรุนแรงทั้งสามมีความสัมพันธ์กัน ความรุนแรงเชิงโครงสร้างสามารถเป็นพื้นฐานให้ความรุนแรงเชิงวัฒนธรรมดำรงอยู่ และทั้งสองส่วนอาจนำไปสู่ความรุนแรงทางตรง

4. สันติภาพเชิงบวก

กัลตุงแยก “สันติภาพเชิงลบ” (Negative peace) ซึ่งหมายถึงการไม่มีสงครามหรือความรุนแรงทางตรง ออกจาก “สันติภาพเชิงบวก” (Positive peace) ซึ่งหมายถึงสภาพของความกลมเกลียว ความยุติธรรม และโครงสร้างทางสังคมที่ส่งเสริมความเป็นธรรมและโอกาสในการพัฒนาของมนุษย์ทุกคน

องค์ประกอบสำคัญของสันติภาพเชิงบวกประกอบด้วย ความยุติธรรมทางสังคม เช่น การกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม การลดความเหลื่อมล้ำและสร้างโอกาสที่เท่าเทียม ความร่วมมือและการมีส่วนร่วมของทุกคนโดยปราศจากอุปสรรคด้านเชื้อชาติ ศาสนา หรือวัฒนธรรม และความยั่งยืนของระบบเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม กัลตุงจึงมองว่าสันติภาพเชิงบวกไม่ได้เป็นเพียงเป้าหมาย แต่เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในการสร้างโครงสร้างและวัฒนธรรมที่สนับสนุนการอยู่ร่วมกันอย่างยั่งยืน

5. พุทธศาสนาในมุมมองของกัลตุง

กัลตุงสนใจพุทธศาสนาในเชิงปรัชญา เพราะเห็นว่ามีแนวคิดเกี่ยวกับการลดความรุนแรงและการสร้างสันติภาพตั้งแต่ระดับปัจเจกไปจนถึงระดับโครงสร้างและวัฒนธรรม การดับทุกข์ การลดกิเลส การฝึกจิตใจ การเจริญสติและสมาธิสอดคล้องกับความคิดว่าสันติภาพที่แท้จริงต้องเริ่มจากภายใน ขณะเดียวกันพุทธศาสนาไม่ได้จำกัดสันติภาพไว้เพียงการไม่มีสงคราม แต่เชื่อมโยงกับการสร้างสังคมที่สมดุลและยุติธรรม

กัลตุงไม่ได้ยึดมั่นในศาสนาใดศาสนาหนึ่งโดยเฉพาะ แต่สนใจศาสนาในฐานะแนวทางที่สามารถนำมาใช้ส่งเสริมสันติภาพและลดความรุนแรง โดยมองว่าแต่ละศาสนามีทั้งข้อดีและข้อจำกัด ศาสนาจึงไม่ใช่เพียงระบบความเชื่อ แต่สามารถเป็นเครื่องมือสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคมหากได้รับการตีความและประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสม

ตารางที่ 1 จุดแข็งของพุทธศาสนาในการสร้างสันติภาพตามทัศนะของโยฮัน กัลตุง 20 ประการ

มุมมองของกัลตุงเหตุผล
1. หลักอนัตตา (Non self-doctrine)มนุษย์ไม่มีตัวตนที่เป็นแก่นแท้ ทุกสิ่งเชื่อมโยงกัน ช่วยลดความเห็นแก่ตัวและส่งเสริมความสามัคคี
2. หลักอหิงสา (Nonviolence)ละเว้นการทำร้ายชีวิต เน้นความสัมพันธ์ที่สงบสุขและเคารพชีวิตทุกชนิด
3. เมตตากรุณา (Compassion)ความเห็นอกเห็นใจสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับบุคคลและสังคม
4. เป้าหมายเพื่อการหลุดพ้นร่วมกัน (Collective liberation)พัฒนาตนเองและผู้อื่นอย่างสมดุล ส่งเสริมความร่วมมือในสังคมและระหว่างประเทศ
5. ความอดทนอดกลั้น (Tolerance)เปิดรับความแตกต่าง ช่วยลดความขัดแย้งระหว่างวัฒนธรรมและศาสนา
6. ทางสายกลาง (Middle way)หลีกเลี่ยงความสุดโต่งและสร้างสมดุลในชีวิตและสังคม
7. การใช้ทรัพยากรอย่างพอเหมาะ (Sustainable living)สร้างสมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม
8. ความสำคัญของหน่วยเล็ก (Small units)ชุมชนและครอบครัวเป็นหน่วยที่ง่ายต่อการแก้ปัญหาและสร้างสันติภาพ
9. มุมมององค์รวม (Holism)มองธรรมชาติ มนุษย์ และสังคมในความสัมพันธ์เชื่อมโยง
10. ความเชื่อมโยงของสรรพสิ่ง (Interconnectedness)ทุกสิ่งเชื่อมโยงกัน ช่วยสร้างความเข้าใจและลดความขัดแย้งระดับโลก
11. ความไม่มีตัวตนที่แยกออก (No divine authority)สันติภาพต้องเกิดจากการกระทำของมนุษย์เอง โดยไม่พึ่งอำนาจเหนือธรรมชาติ
12. กระบวนการสองทาง (Two-way interaction)มนุษย์และโลกมีอิทธิพลต่อกัน การสร้างสันติภาพจึงต้องเปลี่ยนทั้งภายในและภายนอก
13. หลักอนิจจัง (Impermanence)ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การวางแผนต้องปรับตามความเปลี่ยนแปลง
14. ความเชื่อมโยงเชิงซับซ้อน (Complex networks)ทุกระบบสัมพันธ์กัน การเปลี่ยนแปลงต้องคำนึงถึงผลกระทบหลายมิติ
15. การยอมรับความขัดแย้ง (Acceptance of contradictions)ความขัดแย้งไม่จำเป็นต้องถูกกำจัด แต่สามารถอยู่ร่วมกันในความหลากหลาย
16. การจัดการแบบไม่ลำดับชั้น (Non-hierarchical thinking)ทุกจุดเชื่อมโยงกัน ส่งเสริมการคิดแบบองค์รวม
17. ทัศนคติเชิงบวก (Optimism)ทุกคนมีศักยภาพในการพัฒนาและบรรลุธรรมะ
18. กระบวนทัศน์แบบวงจร (Cyclic paradigm)ความสำเร็จหรือความล้มเหลวไม่ใช่สิ่งถาวร
19. ความพยายามที่ไม่หยุดยั้ง (Continuous effort)สนับสนุนการพัฒนาตนเองและความพยายามอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างสันติภาพ
20. นิพพานคือสันติภาพ (Nirvana as peace)นิพพานเป็นสภาวะสมดุลและสงบสุข เป็นเป้าหมายสูงสุดของสันติภาพ

ในอีกด้านหนึ่ง กัลตุงชี้ให้เห็นว่าพุทธศาสนามีข้อจำกัดบางประการในการนำมาใช้สร้างสันติภาพ โดยเฉพาะเมื่อเผชิญปัญหาที่อยู่ในระดับโครงสร้างของสังคม

ตารางที่ 2 จุดอ่อนของพุทธศาสนาในการสร้างสันติภาพตามทัศนะของโยฮัน กัลตุง 6 ประการ

มุมมองของกัลตุงเหตุผล
1. ความอดทนเกินไป (Excessive tolerance)อาจนำไปสู่การยอมรับระบบที่มีความรุนแรงหรือไม่เป็นธรรม รวมถึงการร่วมมือกับระบบการปกครองที่ไม่สนับสนุนสันติภาพ
2. การยอมรับโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรม (Acceptance of structural violence)อาจไม่ท้าทายความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจหรือสังคม ทำให้ความยากจนและความไม่เท่าเทียมดำรงอยู่
3. การถอยห่างจากสังคม (Social withdrawal)การเน้นการพัฒนาตนเองในกลุ่มเล็กอาจลดผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมวงกว้าง
4. การประนีประนอมกับอำนาจ (Compromising with power)อาจยอมรับความไม่ยุติธรรมทางการเมืองหรือเศรษฐกิจเพื่อรักษาอิสรภาพทางศาสนา
5. การยอมรับความเสื่อมตามวงจร (Acceptance of decline)อาจปล่อยให้สถานการณ์แย่ลงโดยไม่พยายามเปลี่ยนแปลง เพราะเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ จะดีขึ้นในอนาคต
6. การกลายเป็นพิธีกรรม (Ritualization)พุทธศาสนาอาจถูกลดเหลือเพียงพิธีกรรมที่ไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงชีวิตจริง ทำให้ศาสนาหยุดพัฒนาหรือเสื่อมถอย

6. เป้าหมายสูงสุดของสันติภาพ

เป้าหมายสันติภาพของกัลตุงไม่ได้มีลักษณะเป็นจุดหมายปลายทางที่สิ้นสุด แต่เป็นกระบวนการที่มีพลวัต ต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างและวัฒนธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อขจัดความรุนแรงทางตรง ความรุนแรงเชิงโครงสร้าง และความรุนแรงเชิงวัฒนธรรม พร้อมสร้างโครงสร้างสังคมที่มีความยุติธรรม ส่งเสริมความร่วมมือ ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วมในทุกระดับ ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ สังคม และธรรมชาติต้องอยู่ในภาวะสมดุลและยั่งยืน กัลตุงจึงมองว่าสันติภาพไม่มีจุดจบหรือความสมบูรณ์แบบตายตัว แต่เป็นกระบวนการต่อเนื่องในการลดช่องว่างระหว่างศักยภาพกับความเป็นจริงของมนุษย์

ส่วนพุทธศาสนากำหนดเป้าหมายสูงสุดไว้ที่ “นิพพาน” ซึ่งเป็นการดับทุกข์ หลุดพ้นจากความวุ่นวาย ความปรารถนา ความยึดติด และวัฏสงสาร บทความกล่าวถึงนิพพานสองประเภท คือ สอุปาทิเสสนิพพาน หมายถึงการดับทุกข์ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่ และอนุปาทิเสสนิพพาน หมายถึงการดับทุกข์หลังจากการตาย ด้วยเหตุนี้ ผู้เขียนจึงพิจารณาว่าความแตกต่างที่ชัดเจนคือ สันติภาพตามแนวพุทธศาสนาครอบคลุมทั้งสันติภาพขณะมีชีวิตและหลังการเสียชีวิต ขณะที่สันติภาพในแนวคิดของกัลตุงเน้นมนุษย์ขณะที่ยังมีชีวิตอยู่และการไม่สร้างความรุนแรงต่อตนเองและสังคม

7. สรุปและข้อเสนอแนะของบทความ

บทความสรุปว่า พุทธศาสนาและแนวคิดของกัลตุงมีเป้าหมายร่วมกันคือการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน แต่มีจุดเน้นแตกต่างกัน พุทธศาสนาเริ่มต้นจากสันติภาพภายใน ผ่านการปฏิบัติธรรม การลดกิเลส และการสร้างสมดุลทางจิตใจ เพื่อให้สันติภาพภายในขยายไปสู่สันติภาพภายนอก ส่วนกัลตุงมุ่งเน้นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางสังคม ลดความรุนแรงเชิงโครงสร้างและเชิงวัฒนธรรม เพื่อสร้างความยุติธรรมและความเท่าเทียม แนวคิดทั้งสองจึงสามารถเกื้อกูลกันได้ พุทธศาสนาช่วยพัฒนาจิตใจของปัจเจกบุคคล ขณะที่แนวคิดของกัลตุงช่วยปรับปรุงโครงสร้างทางสังคมให้เอื้อต่อความสงบสุข

สำหรับสังคมไทย บทความเสนอให้ส่งเสริมการฝึกสติและการพัฒนาจิตใจในระดับบุคคล เพื่อลดแนวโน้มของความขัดแย้งและความรุนแรง ควบคู่กับการปรับปรุงนโยบายด้านความยุติธรรมเชิงโครงสร้าง การกระจายทรัพยากรอย่างเท่าเทียม และการลดความเหลื่อมล้ำระหว่างชนชั้น รวมถึงส่งเสริมการเจรจาและความเข้าใจระหว่างกลุ่มคนในพื้นที่ที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและศาสนา

ในระดับชุมชน ควรจัดกิจกรรมที่สร้างความสัมพันธ์อันดี เช่น เวทีสนทนาระหว่างกลุ่มที่มีความคิดเห็นแตกต่าง และสร้างกรอบความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนนโยบายสันติภาพ นอกจากนี้ ควรนำแนวคิดพุทธศาสนาและสันติภาพเข้าสู่หลักสูตรการศึกษา เพื่อสร้างความเข้าใจในการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี

สำหรับการศึกษาวิจัย บทความเสนอให้ศึกษาความเชื่อมโยงระหว่างสันติภาพภายในและภายนอก รวมถึงผลของการปฏิบัติธรรม เช่น การเจริญสติ ต่อความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและการลดความขัดแย้งในชุมชน ควรพัฒนากรอบวิเคราะห์ที่นำหลักอริยสัจ 4 และพรหมวิหาร 4 มาผสานกับแนวคิดของกัลตุง และศึกษาการสร้างสันติภาพในสังคมพหุวัฒนธรรมโดยใช้ทางสายกลางและอหิงสาเป็นแนวทางการอยู่ร่วมกันอย่างสงบ

กล่าวโดยสรุปตามบทความ แนวคิดพุทธศาสนาและแนวคิดของโยฮัน กัลตุงมีศักยภาพในการส่งเสริมความสงบสุขทั้งในระดับบุคคลและระดับโครงสร้าง การนำมิติทางจิตวิญญาณและมิติทางโครงสร้างมาผสานกันเป็นแนวทางในการสร้างสันติภาพอย่างยั่งยืน ขณะที่การพัฒนาองค์ความรู้และการวิจัยด้านพุทธศาสนาและสันติศึกษาจะเป็นส่วนสำคัญในการยกระดับสังคมไทยและสังคมโลกไปสู่ความสงบสุขและความยั่งยืนในระยะยาว

ณัฐพล จารัตน์

กรุงเบอร์ลิน 

04.09.2569

มืดครึ้ม ฝนตก และเริ่มหนาววันแรก 14 องศา

09:42 am

1.28.2023

ถึงเวลาบรรจุ "การสร้างสันติภาพ" ลงในพจนานุกรมไทยบ้างหรือยัง (บทความลงในไลน์ทูเดย์) : Is it time to include "Peacebuilding" in the Thai dictionary?

เมื่อ 3-4 ปีที่แล้ว ช่วงเดือนกันยายน 2561 ถือเป็นเดือนแห่งวันสันติภาพสากล บรรดานักสันติภาพ นักสันติศึกษา และนักกิจกรรมสันติวิธีทั่วทุกมุมโลกร่วมรณรงค์แคมเปญให้บรรจุคำว่า "Peacebuilding" ลงในพจนานุกรมภาษาอังกฤษฉบับสำคัญ ๆ ของโลกอย่างจริงจังและเป็นรูปธรรม

“Peacebuilding” แปลว่า “การสร้างสันติภาพ” เกิดจากคำ 2 คำ คือ Peace (สันติภาพ) + Building (การสร้าง) กล่าวกันว่า ในทศวรรษที่ 70 ศาสตราจารย์โยฮัน กัลตุง (Prof.Johan Gultung)  นักวิชาการด้านสันติศึกษา ชาวนอร์เวย์ เป็นผู้ที่ได้รับเกียรติยกย่องให้เป็นบิดาแห่งสันติศึกษา (the Father of Peace Studies) และเป็นผู้ริเริ่มใช้คำนี้อย่างเป็นทางการคนแรก ๆ ของโลก เพื่อใช้อธิบายปรากฎการณ์เชิงวิชาการ ด้านสันติภาพและสันติศึกษาเผยแพร่จนเป็นสากล ซึ่งตลอดระยะเวลากว่า 50 ปี เป็นเครื่องพิสูจน์ให้โลก ได้เห็นแล้วว่า “Peacebuilding” ที่โลกกำลังโหยหาในปัจจุบัน จำเป็นและถึงเวลาที่ต้องบรรจุลงในพจนานุกรม เพื่อให้โลกเกิดความตระหนักรู้ถึงความคำสัญและส่งเสริมการสร้างสันติภาพให้เห็นภาพชัดเจน 

หลายท่านที่ไม่ใช่นักสันติภาพ นักสันติศึกษา หรือนักกิจกรรมด้านสันติวิธี อาจไม่เข้าใจและฉงนสงสัยว่า การบรรจุเพียงแค่คำ ๆ หนึ่งลงในพจนานุกรมนั้น จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อสังคมอย่างไร คำ ๆ นี้สำคัญได้อย่างไร และเพียงแค่คำ ๆ นี้คำเดียวจะสร้างสันติภาพขึ้นมาได้อย่างไร

พจนานุกรม (Dictionary) คือ หนังสือหรือเอกสารรวบรวมคำศัพท์และความหมายของภาษาใดภาษาหนึ่ง สามารถบอกชนิดของคำ ประเภทของคำ ที่มาของคำ ความทันสมัยหรือล้าสมัยของคำ เพื่อให้คนที่สื่อสารในภาษานั้น ๆ เข้าใจความหมายตรงกัน เป็นมาตรฐานเดียวกัน ยกตัวอย่าง ภาษาไทย เราจะอ้างถึงถึงพจนานุกรมภาษาไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน ถือเป็นพจนานุกรมอ้างอิงและเป็นมาตรฐาน สำหรับการเขียนหนังสือทางราชการของประเทศ ก่อนบรรจุคำต่าง ๆ ลงไป แต่ละคำและแต่ละความหมายจะได้รับการพิจารณาอย่างถี่ถ้วนจากปรมาจารย์ ผู้เชี่ยวชาญ นักภาษาศาสตร์ภาษาไทย และภาษาอื่นที่เกี่ยวข้อง ปัจจุบัน พจนานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554 เป็นฉบับล่าสุด  โดยลงเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2556 เป็นต้นมา

พจนานุกรมไทยฉบับปัจจุบัน เผยแพร่ทั้งในฉบับรูปเล่มและออนไลน์ เนื่องจากฉบับรูปเล่มค่อนข้างใหญ่และหนา การใช้แบบออนไลน์จึงสะดวกและเข้าถึงได้ตลอดเวลา ท่านสามารถเข้าใช้งานได้จากลิ้งค์นี้ https://dictionary.orst.go.th/

ผมลองค้นหาคำว่า "การสร้างสันติภาพ" ปรากฎว่าไม่พบข้อมูล จากนั้น ผมลองแยกเป็น 2 คำ คือ "การสร้าง" ปรากฎว่าไม่พบข้อมูลเช่นกัน แต่คำว่า "สันติภาพ" ปรากฎความหมายว่า "ความสงบ” 

จึงเห็นได้ว่า "การสร้างสันติภาพ" ยังไม่ปรากฎเป็นคำ ๆ เดียวหรือมีความหมายเจาะจงในพจนานุกรมไทย 

จากที่เล่ามา ท่านสังเกตุไหมว่า ในประเทศตะวันตกภาคประชาชนสามารถทำกิจกรรม เพื่อเสนอให้คำที่พวกเขาเห็นว่ามีความจำเป็น มีอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงสังคม จึงรวมตัวกันนำเสนอต่อพจนานุกรมภาษาอังกฤษของ Oxford และ Cambridge หรือแม้แต่พจนานุกรมภาษาอังกฤษอเมริกันของ Webster ให้พิจารณาบรรจุ Peacebuilding ลงในพจนานุกรม ซึ่งเหล่าพจนานุกรมกำลังได้รับการพิจารณาอย่างเป็นขั้นเป็นต้น ถ้าคำนี้สามารถบรรจุในพจนานุกรมขึ้นมาได้ จะเกิดประโยชน์อะไรต่อสังคม อธิบายได้ 3 ข้อ ดังนี้

เห็นพลังอำนาจการเคลื่อนไหวภาคประชาชนต่อการเปลี่ยนแปลงและควบคุมทางสังคม

เป็นการยกย่องและให้เกียรติต่อนักวิชาการสันติศึกษาที่มีบทบาทต่อการสร้างสันติภาพจากทุกมุมโลก โดยเฉพาะเป็นเกียรติให้ศาสตราจารย์โยฮัน กัลตง 

แสดงความหมายเป็นกลาง เป็นมาตรฐาน แต่สามารถนำไปประยุกต์ นิยาม หรือตีความในมุมมองอื่น ๆ 

สำหรับในช่วงเวลาที่กำลังรณรงค์แคมเปญนั้น ผมเป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมรณรงค์กับแคมเปญนี้จากประเทศไทย   ด้วยการส่งข้อความติด #peacebuilding ลงในสื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก  จนได้รับข้อความขอบคุณ ทางทวิตเตอร์จากศาตราจารย์โยฮัน กัลตุง จึงรู้สึกปราบปลื้มใจที่ได้รับข้อความ จากบุคคลสำคัญและเป็นถึงบิดาแห่งสันติศึกษาที่นักสันติศึกษาทั่วโลกสรรเสริญมากที่สุด 

ในประเทศไทย ผมยังไม่เคยเห็นปรากฎการณ์ของภาคประชาชนรณรงค์ให้บรรจุคำ ๆ ใดที่มีผลต่อสังคมลงในพจนานุกรมไทย ถ้าท่านเริ่มต้นบรรจุคำว่า "การสร้างสันติภาพ" ได้ ก็น่าจะเป็นนิมิตหมายอันดีของสังคมไทย และอาจเป็นการกำหนดนิยามของความสงบสุขของประเทศที่พวกท่านกำลังจะสร้างขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ถึงเวลาแล้วที่พวกท่านจะต้องหาบรรจุ “การสร้างสันติภาพ” ที่เหมาะสมกับสังคมของไทยลงในพจนานุกรมไทยบ้างแล้วหรือยัง

อ้างอิงและที่มาของภาพประกอบ

Conciliation Resources. “Help get peacebuilding in the dictionary”. เข้าถึงได้จาก https://www.c-r.org/news-and-insight/help-get-peacebuilding-dictionary

SGCG. “This peace day, Will you put in a good word for us?”. เข้าถึงได้จาก https://www.sfcg.org/put-in-a-good-word-peacebuilding/

ราชบัณฑิตยสภา. “พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554 ออนไลน์”. เข้าถึงได้จาก https://dictionary.orst.go.th/index.php

วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี. “พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2554”. เข้าถึงได้จาก https://th.wikipedia.org/wiki/พจนานุกรม_ฉบับราชบัณฑิตยสถาน_พ.ศ._2554

Johan Gultung. “Conflicts≠Violence”. เข้าถึงได้จาก https://twitter.com/johangaltung

หมายเหตุ: บทความนี้ลงในไลน์ทูเดย์ สามารถเข้าถึงลิ้งก์ได้ที่ >>>> https://today.line.me/th/v2/article/YaV23Va 












ภาษาอังกฤษ (English)

3-4 years ago, in September 2018, the month marked the International Day of Peace. Peace advocates, peace studies scholars, and nonviolent activists around the world campaigned to formally and concretely include the term "Peacebuilding" in major English dictionaries.

"Peacebuilding" means "the building of peace," derived from two words: Peace + Building. It is said that in the 1970s, Professor Johan Galtung, a Norwegian scholar often regarded as the Father of Peace Studies, was one of the first to use the term officially. He used it to explain academic phenomena in peace and peace studies, spreading its usage globally. Over more than 50 years, the term "Peacebuilding" has proven to be vital for the world's current needs, making it essential to include in dictionaries to raise awareness and promote clearer understanding and advocacy for peacebuilding.

Those who are not peace activists, peace scholars, or nonviolent advocates may question how including a single term in a dictionary can bring about social change. Why is this word important, and how can it contribute to building peace?

A dictionary is a compilation of words and their meanings, serving as a standard reference for people communicating in a specific language. For example, in Thai, the Royal Institute's Dictionary is the official reference for government documents. Words undergo careful consideration by language experts before inclusion. The most recent edition of the Thai Dictionary was published in 2013, both in print and online.

When I searched for the term "การสร้างสันติภาพ" ("Peacebuilding") in the Thai dictionary, I found no results. Searching for "การสร้าง" ("Building") also yielded no results, while "สันติภาพ" ("Peace") was defined as "calmness." This indicates that the concept of "Peacebuilding" as a single term with a clear definition does not yet exist in Thai dictionaries.

In Western countries, citizens can advocate for including words they deem impactful and socially transformative in dictionaries like Oxford, Cambridge, and Webster's. If "Peacebuilding" is successfully added to dictionaries, it could benefit society in three ways:

  1. Demonstrating the power of grassroots movements in driving social change.
  2. Honoring peace scholars, especially Professor Johan Galtung, for their global contributions to peacebuilding.
  3. Providing a neutral, standardized definition that can be adapted or interpreted from different perspectives.

During the campaign, I participated by posting messages with the hashtag #peacebuilding on social media. I was thrilled to receive a thank-you message on Twitter from Professor Johan Galtung, a globally revered figure in peace studies.

In Thailand, I have not seen grassroots campaigns advocating for the inclusion of socially impactful words in the Thai dictionary. If you initiate the inclusion of "Peacebuilding," it could be a meaningful step for Thai society, symbolizing the nation’s commitment to defining and achieving peace in a tangible way. Isn't it time for "Peacebuilding" to be formally included in the Thai dictionary?


ภาษาเยอรมัน (German)

Vor 3-4 Jahren, im September 2018, markierte dieser Monat den Internationalen Tag des Friedens. Friedensbefürworter, Friedensforscher und Gewaltfrei-Aktivisten aus der ganzen Welt setzten sich dafür ein, den Begriff „Peacebuilding“ offiziell und konkret in wichtige englische Wörterbücher aufzunehmen.

„Peacebuilding“ bedeutet „Friedensaufbau“ und leitet sich aus zwei Wörtern ab: Peace (Frieden) + Building (Aufbau). Es wird gesagt, dass in den 1970er Jahren Professor Johan Galtung, ein norwegischer Wissenschaftler und der Vater der Friedensforschung, einer der ersten war, der diesen Begriff offiziell verwendete. Er nutzte ihn, um akademische Phänomene im Bereich Frieden und Friedensforschung zu beschreiben und dessen Verwendung weltweit zu verbreiten. Über mehr als 50 Jahre hinweg hat sich „Peacebuilding“ als wesentlicher Begriff für die Bedürfnisse der heutigen Welt erwiesen, weshalb er in Wörterbücher aufgenommen werden sollte, um das Bewusstsein zu schärfen und das Verständnis und die Förderung des Friedensaufbaus zu erleichtern.

Menschen, die keine Friedensaktivisten, Friedensforscher oder Verfechter der Gewaltfreiheit sind, fragen sich vielleicht, wie die Aufnahme eines einzigen Begriffs in ein Wörterbuch gesellschaftliche Veränderungen bewirken kann. Warum ist dieses Wort so wichtig und wie kann es den Frieden fördern?

Ein Wörterbuch ist eine Sammlung von Wörtern und deren Bedeutungen, die als Standardreferenz für Menschen dienen, die in einer bestimmten Sprache kommunizieren. Zum Beispiel ist in Thailand das Wörterbuch des Königlichen Instituts die offizielle Referenz für Regierungsdokumente. Wörter werden vor ihrer Aufnahme sorgfältig von Sprachexperten geprüft. Die neueste Ausgabe des thailändischen Wörterbuchs wurde 2013 veröffentlicht, sowohl in gedruckter als auch in digitaler Form.

Als ich den Begriff „การสร้างสันติภาพ“ („Friedensaufbau“) im thailändischen Wörterbuch suchte, fand ich keine Ergebnisse. Auch die Suche nach „การสร้าง“ („Aufbau“) ergab keine Ergebnisse, während „สันติภาพ“ („Frieden“) als „Ruhe“ definiert wurde. Dies zeigt, dass das Konzept des „Friedensaufbaus“ als einzelner Begriff mit einer klaren Definition noch nicht in thailändischen Wörterbüchern existiert.

In westlichen Ländern können Bürger dafür plädieren, Wörter, die sie für wirkungsvoll und gesellschaftlich transformierend halten, in Wörterbücher wie Oxford, Cambridge und Webster’s aufzunehmen. Sollte „Peacebuilding“ erfolgreich in Wörterbücher aufgenommen werden, könnte dies der Gesellschaft in drei Punkten zugutekommen:

  1. Demonstration der Macht von Basisbewegungen bei der Gestaltung sozialer Veränderungen.
  2. Würdigung von Friedensforschern, insbesondere Professor Johan Galtung, für ihre globalen Beiträge zum Friedensaufbau.
  3. Bereitstellung einer neutralen, standardisierten Definition, die aus verschiedenen Perspektiven angepasst oder interpretiert werden kann.

Während der Kampagne habe ich mich beteiligt, indem ich Nachrichten mit dem Hashtag #peacebuilding in sozialen Medien gepostet habe. Ich war begeistert, eine Dankesnachricht auf Twitter von Professor Johan Galtung, einer weltweit angesehenen Persönlichkeit der Friedensforschung, zu erhalten.

In Thailand habe ich keine Basisbewegungen gesehen, die sich dafür einsetzen, gesellschaftlich relevante Begriffe in das thailändische Wörterbuch aufzunehmen. Wenn Sie mit der Aufnahme von „Friedensaufbau“ beginnen, könnte dies ein bedeutender Schritt für die thailändische Gesellschaft sein und die Bereitschaft der Nation symbolisieren, Frieden konkret zu definieren und zu fördern. Ist es nicht an der Zeit, „Friedensaufbau“ offiziell in das thailändische Wörterbuch aufzunehmen?


ภาษาญี่ปุ่น (Japanese)

3~4年前の2018年9月は、国際平和デーの月として注目されました。世界中の平和活動家、平和学者、非暴力活動家たちは、主要な英語辞書に「Peacebuilding(平和構築)」という言葉を正式かつ具体的に収録するキャンペーンを展開しました。

「Peacebuilding」は「平和を構築する」という意味で、「Peace(平和)」と「Building(構築)」の2つの言葉から成り立っています。1970年代、ノルウェーの平和学者であるヨハン・ガルトゥング教授は、「平和学の父」として知られ、この言葉を初めて公式に使用した人物の1人とされています。彼は、この言葉を学問的な平和現象や平和学を説明するために使用し、その普及を世界的に広めました。この50年以上の間に、「Peacebuilding」という概念が今日の世界でいかに必要不可欠であるかが証明され、辞書に収録することで、この言葉の重要性を認識し、平和構築を明確に促進するための一助となるべきだと考えられています。

平和活動家でも平和学者でも非暴力活動家でもない人々にとっては、たった一つの言葉を辞書に追加するだけで、社会にどのような変化をもたらすのか疑問に思うかもしれません。この言葉はなぜ重要なのでしょうか。そして、どのように平和構築につながるのでしょうか。

辞書とは、言語の単語とその意味を集めたものであり、同じ言語を使用する人々が共通の理解を持つための標準的な参考資料です。例えば、タイでは、国立タイ語辞書が公的文書において公式な基準として使用されています。辞書に収録される言葉は、言語学の専門家による慎重な審査を経て決定されます。タイ語辞書の最新の版は2013年に発行され、印刷版とオンライン版の両方で提供されています。

私はタイ語辞書で「การสร้างสันติภาพ(平和構築)」という言葉を検索しましたが、結果は見つかりませんでした。「การสร้าง(構築)」という言葉を検索しても結果はありませんでしたが、「สันติภาพ(平和)」は「平穏」と定義されていました。つまり、「平和構築」という単語は、タイ語辞書にはまだ単一の明確な定義として存在していないことが分かります。

西洋諸国では、市民が自分たちが社会的に重要だと考える言葉を辞書に収録するよう提案することが可能です。例えば、オックスフォード、ケンブリッジ、ウェブスターなどの英語辞書です。「Peacebuilding」が辞書に収録されれば、次の3つの点で社会に利益をもたらすでしょう。

  1. 市民運動が社会変革を推進し、影響を与える力を示す。
  2. 平和学者、特にヨハン・ガルトゥング教授のような平和構築に貢献した人々を称える。
  3. 中立的で標準化された定義を提供し、それを他の視点から応用したり解釈したりすることが可能になる。

このキャンペーンの期間中、私は「#peacebuilding」のハッシュタグを用いてソーシャルメディアでメッセージを投稿し、この運動に参加しました。そして、ヨハン・ガルトゥング教授本人から感謝のメッセージを受け取ったとき、大変光栄に感じました。

タイでは、社会的に影響力のある言葉を辞書に追加するよう求める市民運動を目にしたことはありません。「平和構築」という言葉の収録を始めることは、タイ社会にとって重要な一歩となり、国の平和に対する具体的なコミットメントを象徴するものとなるでしょう。「平和構築」をタイ語辞書に正式に収録する時が来ているのではないでしょうか?